Featured ท่องเที่ยว

น้ำสีฟ้า ปลาในน้ำ ต้นไม้สีเขียว ธรรมชาติเพียวๆที่ similan lulla ~ ~ ~

หลังจากไปเคาท์ดาวน์ที่หาดป่าตองมาแล้ว..สนุกมากกกกกกก..!! กว่าจะกลับถึงบ้านก็ตีสามกว่าแล้ว เลยตัดสินใจไม่ต้องนอนล่ะ เพราะว่าตอนหกโมงเช้าต้องเดินทางไปเกาะสิมิลันกับเพื่อนๆ ด้วยเซ้นซ์อันแรงกล้า

ของซุปตาแห่งบ้านนากาเหว่า เลยจัดการไปเม้นท์เฟสบุคชาวบ้าน happy new year กันก็ไม่มากอ่ะ สองชั่วโมงนี้ก็ได้ประมาณ ร้อยปลายๆ เองอ่ะฮ๊าลวววฟฟฟฟ….!! ถึงเวลาก็อาบน้ำแต่งตัวจัดแจงเดินทางไปขึ้น เรือที่ท่าเรือทับละมุ จังหวัดพังงา
อีตอนขาไปไม่ได้ดูข้างทงข้างทางเล้ยยย เพราะว่าที่นั่งข้างคนขับเป็นเบาะดูดวิญญาณ น่าสะพรึงมากกกก (เพราะไม่ได้นอนมาทั้งคืนเลย หลับตั้งแต่ก้อนหย่อนบนเบาะแล้วล่ะ  หุหุ) และแร้วก็มาถึงบริษัททัวร์ที่จะไป ได้เหลือบชะแว๊บไปเห็นหมูปิ้งข้างฟุตบาท ของโปรดเลยอ่าฮ๊าววฟฟฟ..!! แนนก็จัดไปเบาๆ 10 ไม้ (-..-? ไม่เยอะเลยน๊อออ..!!) เมื่อไกด์อธิบายเสร็จสรรพ ก็พากันลงเรือออกเดินทางสู่ทะเลกว้าง ไปยังเกาะสวรรค์

อีกเกาะหนึ่งที่ขนานนามว่า…..หมู เกาะ สิ มิ ลัน ลั้นลา ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ~ ~ ~

ที่นั้นก็ไม่มีอะไรมากอ่ะค่ะ ก็แค่ น้ำโคตะระใส ปลาสวย อากาศดี ฟ้าอย่างสด ลมพัดเบาๆ ปะการังงามงด งดงามอย่างเว่อร์…!!!  แค่นี้ล่ะค่ะ อิอิ

ที่แรกที่ไปเยือนก็คือ เกาะห้าและเกาะหก สวยมากกกกกก ที่นี่เขาจะให้เราลงไป snorkeling ไรเรื่อยเปื่อย หลังจากนั้นเราก็ไปเกาะสี่ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “เกาะเมี่ยง” เป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันอีกด้วย และที่นี่เราก็จะพักทานข้าว และก็เช็คอินเข้าที่พักกันอ่ะนะ… ที่พักที่นี่ก็มีหลายแบบไม่ว่าจะเป็น วิลล่า ห้องแถว ห้องรวม หรือไม่ว่าจะเป็นเต้นท์ริมหาด ตกเย็นก็ไปชมพระอาทิตย์ตกน้ำกัน ซึ่งอยู่อีกด้านนึงของเกาะ เส้นทางที่จะเดินไปนั้นออกจะ แอดเวนเจอร์กันสักหน่อย อย่าลืมเตรียมยาทากันยุงด้วยเน้อ (ยุงเยอะสุดโฮกกกกก อ่ะ เด๋วหาว่าไม่เตือนนะจ๊ะ..) เดินไปประมาณ 20 นาทีก็ถึงจุดชมพระอาทิตย์ตกแล้วล่ะ  เหนื่อยนิ หอบกันไม่ได้ตั้งเลย แต่ก็คุ้มค่ะ สวยมากๆ แล้วเมื่อชมพระอาทิตย์ตกเสร็จแล้วก็เดินทางกลับที่พักกัน

ตกค่ำเริ่มหิวกันจนตาลายแล้ว หลังจากผจญภัยกันทั้งวัน เราก็ได้เดินไปยังร้านอาหารของอุทยาน อาหารที่นี่ก็จะมีอยู่ประมาณ 5-6 อย่าง เลือกรับประทานกันตามใจชอบ (แล้วถ้าไม่ชอบสักอย่างอ่ะทำไง  อิอิ) ทานกันเสร็จสรรพเรียบร้อยก็จะเกิดอาการเบสิกคือ หนังท้องตึงหนังตาหย่อน แต่ในหัวยังติดใจถึงเรื่องที่เจ้าหน้าที่อุทยานแนะนำว่า ตอนกลางคืนจะมี “ปูแม่ไก่” ออกมาเดินเล่นกันที่หน้าหาด ก็อยากไปชมกันให้ได้ แต่ดั๊นนน ฝนตกซะงั้น..!! เลยแยกย้ายกันกลับที่พักกันเบา เบา

ตื่นเช้ามาอีกวันกะว่าจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน แต่ท้องฟ้าไม่เปิดเลย จึงอดกันไปตามระเบียบ แต่ไม่เป็นไร๊!!! เราก็ถ่ายรูปลั้นลากันที่หน้าหาด หลังจากนั้นก็ไปทานข้าว แล้วก็ต้องกลับมาเช็คเอาท์ก่อนสี่โมงเช้าและก็เริ่มการผจญภัยครั้งใหม่ของวันโดยการเดินป่าไปยังอีกด้านหนึ่งของเกาะที่มีชื่อว่า “หาดเล็ก” ที่นี่ก็สวยไม่แพ้กัน แต่รู้สึกว่าจะสวยกว่าด้านหน้าอุทยานนะ ที่นี่สามารถดำน้ำได้ทั้งแบบตื้นและแบบลึกด้วยล่ะ หาดที่นี่จะเป็นหาดเล็กๆ สมชื่อ มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเพียบเล้ยยยย วู้ว์ๆๆๆ

ชมธรรมชาติกันสักพักแล้วประมาณเกือบเที่ยงก็เดินทางกลับเพื่อหาข้าวเที่ยงทานกันก่อนที่เรือจะมารับตอน บ่ายโมง พอถึงเวลาเรือมารับกลับ ที่ต่อไปที่เราจะได้เจอคือ “เกาะแปด” (สวยที่สุดเล้ยยยยย  วู้ว์ๆๆๆๆ) ที่นี่จะเป็นอ่าวกว้างๆ และที่ๆเป็นเหมือนสัญลักษณ์เลยก็คือ หินเรือใบ จุดชมวิวที่ทั้งสูง ทั้งเสียว (ได้ข่าวว่าที่จุดชมวิวนี้มีอุบัติเหตุคนตกลงมาตายอยู่เป็นประจำ) แต่ไม่เป็นไรค่ะ แนนอ่ะ บาปหนา ไม่ตายง่ายๆหรอก  ฮ่าๆๆๆ แล้วก็ขึ้นไปบนนั้น เส้นทางที่ไปสุดแสนจะลำเค็ญ เพราะไกด์พาเราไปเส้นทางเก่า (อ้าววว  แล้วเส้นทางใหม่อ่ะ??)  ไกด์บอกว่ามาทางนี้หนุกกว่าเยอะเลย (อืมๆๆๆ  ไปก็ไปวะ!!) พอขึ้นไปถึงบนหินเรือใบนะ ความรู้สึกแรกเลยก็คือ ว้าวววววววว  สวยๆๆๆๆๆๆ  โฮกกกกๆๆๆๆ  สวยมาก สวยพูดไม่ออก น้ำตาจะไหล (เว่อร์!!!) และไม่สงสัยเลยว่าทำไมมีคนตกลงไปตายบ่อย  มันทั้งแคบ ทั้งสูง เสียวชวนร่วงจริงๆ ถ่ายรูปกันสักพักนึงก็ลงกันมาเพราะว่ามันร้อนเมิกกกกค่ะ เท้าพองเลย เข้าใจว่ามันสวยอยากอยู่ชมนานๆอ่ะ แต่ไม่ไหวจริงๆ (พอดีเกิดและโตที่แพรีสสสส  อ่ะฮ่าาา  ไม่ชินกับอากาศร้อนๆที่ไทยแลนด์สักเท่าไหร่ โฮ๊ะๆๆ) ปล่าวหรอกค่ะ เพราะบนนั้นมันเป็นหินหมดเลย แล้ว ณ ตอนนั้นก็ บ่ายสองกว่าๆ คิดดูนะฮ๊าวววฟฟฟ ว่ามันแสนสุดจะฮอทขนาดไหน…-..- ขาลงไกด์ก็บอกว่าจะลงทางเส้นใหม่  (ต่างกันเยอะเลย สบายกว่ามากกกก)

ลงมาแล้วก็จัดแจงลงไปว่ายน้ำด้วยความร้อนจากยอดเขาเรือใบ อ่าาาาา  สบาย สบาย ~ ~ ~  พอบ่ายสามกว่าๆ ไกด์ก็เรียกขึ้นเรือเดินทางกลับ แน่นอน เจอเรือดูดวิญญาณอีกแล้วล่ะ  ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนที่แนนโดนอยู่คนเดียว แต่มันดูดวิญญาณทั้งลำเลย ยกเวันกัปตันและเด็กดูแลเรือ (สงสัยมีของ  อิอิ) คงทั้งร้อนทั้งเหนื่อยกัน ถึงท่าเรือทับละมุด้วยสภาพไม่ต่างอะไรกับคนไม่อาบน้ำมาสามเดือน ตัวเหนียว หน้ามัน ผมเป็นสังกะตัง (แย่มากกก)

แต่ทริปนี้เป็นทริปประทับใจที่สุดอีกทริปหนึ่งเลย รักทะเลไทยมากค่ะ  เดี่ยวถ้ามีครั้งหน้าแนนไปเที่ยวที่ไหนแล้วจะเก็บเอาเรื่องราวดีๆมาฝากกันนะคะ

ว่าแต่ว่านี่เป็นภาพบางส่วนที่เก็บมาให้ดูกันนะคะ คัดภาพจาก 450 ภาพเรย ไปดูกันเล้ยยยย…!!

8 Comments

  1. ปูแม่ไก่ ที่ มันจะเอาก้ามทำเสียง ป็อกแป๊ก ป่ะ

    Reply
    1. Author

      ไม่ใช่ล่ะค่ะคุณshanut ปูแม่ไก่หรือปูไก่เป็นสัตว์อนุรักษ์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ปูแม่ไก่เป็นปูภูเขา ในตอนกลางวันจะใช้ชีวิตอยู่บนภูเขาหรือหน้าผาที่สูงชัน พอพลบค่ำปูแม่ไก่จะลงมาหากินบริเวณริมหน้ผา คุณshanutสามารถที่จะใช้ไฟฉายส่องดูได้(ต้องเป็นไฟฉายเท่านั้นนะคะ…ย้ำ!! ต้องไฟฉาย..อิอิ) ล้อเล่นอ่าค่ะ..555+ ปัจจุบันสามารถพบได้เพียงไม่กี่เกาะในประเทศไทยค่ะ

      ส่วนสาเหตุที่เรียกว่าปูแม่ไก่เพราะว่าขนาดของตัวที่ใหญ่ และในตอนรุ่งเช้าก็สามารถที่ได้ยินเสียงร้องมันดัง ” จิ๊บ จิ๊บ” จึงเป็นที่มาของชื่อปูไก่หรือปูแม่ไก่เองล่ะคร๊าาาา!!!

      Reply
    1. Author

      ได้ค่ะ..เรทสำหรับคุณ shanut ก็กันเองๆนะคะ..
      ชม. ละ 40 3 ชม. /100 ละกันค่ะ.. อย่าต่อนะคะ แม่ค้าไม่ได้ไรแล้ว
      จองล่วงหน้า 7วัน…….

      Reply
  2. ขอบคุณสำหรับข้อมูลนะครับ คุณ Nannie อย่าจับไปทำ ปูดองนะครับ

    Reply
    1. Author

      ไม่ต้องดองหรอกค่ะ..
      คงจับกินกันสดๆ เลยล่ะ
      ซุปเปอร์แซบบบบบบ…!!!!!

      Reply

Post Comment