ท่องเที่ยว

สระมรกต : เขียวใสอย่างมรกต

“โอย ถึงเวลาชาร์ตแบตแล้ว” พอสบช่อง ได้โอกาส  ทางโล่ง ไม่รีรออะไรล่ะ เราออกเดินทางจากภูเก็ตกันตั้งแต่ 8 โมง มุ่งหน้าสู่จังหวัดกระบี่ แวะหาอะไรทานระหว่างทางนิดหน่อย ผ่านพังงา (ที่คืบก็ภูเขา ศอกก็ภูเขา) กว่าจะถึงกระบี่ก็เกือบๆ เที่ยง เราก็แวะชมหาดนพรัตน์ธาราก่อนเป็นที่แรก (ตามแผน)

บรรยากาศสงบๆ ไม่พลุกพล่าน กับโอกาสที่จะได้ยืดแข้งยืดขา ทำให้เรารู้สึกดีจริงๆ แต่แดดก็แรงดีไม่หยอกเหมือนกัน หลังจากเดินเล่นดูโน่นนี่กันสักพัก ก็จัดแจงจะเดินทางต่อ บังเอิญหันไปเห็นร้านอาหาร “ครัวธารา” (ร้านดังของหาดนี้ ชาวเวบบอร์ดเขาบอกมา) คณะ (ที่มีกันสามคน) ก็หันมาถามกันว่าจะลองมั๊ย (เพราะยังไม่มีใครเคย) แต่ด้วยความที่ยังทนหิวไหวกันอยู่ ก็ได้ข้อสรุปว่าเราจะเอาท้องและชีวิตไปฝากร้าน “โกจ้อย” ขนมจีน+ไก่ทอด (เหนือคลอง) ที่เป็นที่โด่งดังไปทั่ว เพราะมันอยู่ระหว่างทางจะไปสระมรกตพอดี

หาดนพรัตน์ธารา
หาดนพรัตน์ธารา
หาดนพรัตน์ธารา-เปลือกหอย
หาดนพรัตน์ธารา-เปลือกหอย
หาดนพรัตน์ธารา-มองผ่านทิวสน
หาดนพรัตน์ธารา-มองผ่านทิวสน
หาดนพรัตน์ธารา-ทิวสนและผักบุ้งทะเล
หาดนพรัตน์ธารา-ทิวสนและผักบุ้งทะเล

ออกจากหาดนพรัตน์ธารา เราก็เลาะเลียบไปสะกิดสายตาด้วยวิวอ่าวพระนางกันเล็กน้อย พอหอมปากหอมคอ (เพราะมันคือที่หมายของเราคราวหน้า ขอให้มีวันหยุดยาวก่อนเถอะ) หาดที่นี่คึกคักดีทีเดียว ที่พักอะไรก็ดูสะดวกสบายมีให้เลือกหลากหลาย จะเช่าหรือเหมาเรือต่อไปยังเกาะอื่นๆ เรือหางยาวก็ง่ายดาย เพราะมีจอดเรียงรายให้ได้เข้าไปสอบถาม ต่อรองราคากัน แล้วแต่จะไปไหน

ขับ ต่อมาอีกไม่กี่กิโล  ก็เริ่มเข้าใกล้มื้อเที่ยง เอ้ย ร้านโกจ้อยของเราแล้ว ผลจากการหาข้อมูลอย่างขะมักเขม้นของน้าสาวผู้นำทริป กับเศษกระดาษบันทึกที่นำมาเย็บติดกันในภายหลัง เราก็มีลายแทงที่ละเอียดพอสมควร (คาดว่าเราจะคลำทางไปถูก) เลยสนามบินไปไม่ไกล จนถึงสี่แยก ลายแทงบอกว่าให้เราเลี้ยวเข้าซอยแถวๆ ธนาคารกรุงไทย (ธนาคารทั้งนั้นแถวนี้) เราเห็นธนาคารกรุงไทยจนได้ แต่เราก็ไม่เลี้ยวในซอยที่ควรเลี้ยว เราเลยมันไปเพราะคิดว่าไม่ใช่ (ก็ซอยมันแคบอ่ะ) ขับไปได้นิดหน่อยก็รู้ว่ามันต้องเป็นซอยที่เราลังเลเมื่อตะกี้แหง กระเสือกกระสนกลับมาในทางที่ถูกที่ควรกันได้ในที่สุด และแล้วเราก็เจอร้าน ทั้งๆ ที่ทางเข้าไม่ค่อยสะดวก ที่จอดรถไม่ค่อยมี แต่คนก็เต็มร้าน สุดยอด! (ของเขาคงดีจริง) เอาล่ะ เราจะมาพิสูจน์กัน ไม่พูดพล่ามทำเพลง หลังจากหาที่จอดได้  ขนมจีนน้ำยากับไก่ทอดเพิ่งขึ้นจากกระทะร้อนๆ บวกข้าวเหนียว ผักเครื่องเคียง และแกงไตปลาในหม้อเล็ก เราสามคนก็อิ่มเปรม

ตอน ที่เราไปถึงก็ราวๆ อีก 20 นาทีจะบ่ายโมง ใจหายใจคว่ำหมด เพราะเพิ่งเหลือบไปเห็นว่าร้านนี้เปิดขาย ตั้งแต่หกโมงเช้าถึงบ่ายโมง (โชคดีที่มาทัน) ระหว่างที่นั่งทานกันอยู่ เราสังเกตเห็นลูกค้าก็เข้าออกร้านตลอด มาหลังเราก็ยังมี

ก่อนออก จากร้านเล็กๆ แห่งนั้น เราก็ไปยืนดุรูปถ่านคนดัง ดารา นักการเมือง ที่เคยแวะเวียนมาที่นี่ และเจ้าของร้านเขาถ่ายรูปเก็บไว้ เอามาแปะให้ดูกัน (โอย เยอะแยะมากมาย บรรยายไม่หมดเลยทีเดียว อยากรู้ว่ามีใครมั่งต้องหาโอกาสไปทานและไปดูเอาเองนะ)

ท้องอิ่ม กำลังวังชา ความครึกครื้นก็เริ่มมา เราก็เฮฮากันไปตลอดทางที่จะไปสระมรกต หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดให้อยู่ในโครงการ Unseen Thailand สระน้ำสวยสีเขียวใสกลางป่าที่ยังมีควาอุดมสมบูรณ์มาก เนื่องจากสระมรกตอยู่บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขาประ-บางคราม ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่สำหรับนกหายาก รวมไปถึงนกแต้วแร้วท้องดำที่เคยสูญพันธ์ไปนานเกือบ 100 ปีแล้วด้วย ที่นี่ก็เลยไม่อนุญาตในเรานำรถเขาไปจนถึงบริเวณสระมรกตเลย เราต้องจอดรถไปแล้วเดินเข้าไปเองเป็นระยะทางพอสมควร แต่ก็ไม่ใช่ว่าไกลสักเท่าไหร่ ใครที่ไม่ค่อยอยากเดินหรือเดินไม่ไหวก็ไปตามเส้นทางปกติ 800 เมตร ซึ่งไม่ยากลำบากเลย กับอีกทางหนึ่งเพื่อศึกษาธรรมชาติ 1200 เมตร ยังไม่ทันเหนื่อยว่ามั๊ย ขาลุยทั้งหลาย

ตั๋ว
ตั๋ว
แอ่งเล็กๆ ใกล้กับทางเข้า ที่เด็กๆ เล่นกระโดดน้ำกันอย่างสนุกสนาน
แอ่งเล็กๆ ใกล้กับทางเข้า ที่เด็กๆ เล่นกระโดดน้ำกันอย่างสนุกสนาน

ถึงอย่างนั้น เราสามคนก็เลือกทางเดินปกติ (คราวนี้มีคนไม่ไหวอยู่สองไว้คราวหน้าเราจะมาสำรวจอีกเส้นทางนะ สัญญา) แค่ปากทางเข้าที่มีแอ่งจากน้ำตกเล็กๆ ให้เห็นเราก็ตื่นเต้นแล้ว เพราะน้ำสวยและใสมาก (อ้อ ลืมบอกไป ทางอุทยานเค้าเก็บค่าบำรุงรักษาคนละ 20 บาท ด้วยจ้า) ระหว่างทางมุ่งหน้าสู่สระมรกต เราก็เจอนักท่องเที่ยวหลายกลุ่มเดินสวนออกมา ทั้งคนไทย ทั้งคนต่างชาติ หน้าตายิ้มแย้มมีความสุขกันทีเดียว ส่วนเราที่ยังคงไม่ถึงจุดหมายเดินต่อไปเรื่อยๆ เหลือบดูต้นเสาบอกระยะข้างทางพร้อมนับถอยหลังอยู่ในใจ

ราวๆ ครึ่งทาง เราก็ไปสะดุดตา สะดุดใจ กับเด็กผู้หญิงที่มากับครอบครัวกำลังสะดุดหกล้ม เพราะความน่ารักและมีชีวิตชีวา ทำให้เราหยุดทักทายกันอยู่ตรงนั้นพักนึง จนได้เห็นคุณยายถือไม้เท้ามีลูกหรือหลานก็ไม่รู้พยุงมาตามมาสบทบ กับพ่อแม่ลูกที่ล่วงหน้ามาก่อน ครอบครัวคุณยายมาจากภูเก็ตบ้านเดียวกับเรานี่ล่ะ

ยายว่า “วันหยุด วันอาทิตย์ ลูกๆ  เขาพามาเที่ยว พามาดู”
“แล้วสวยมั๊ยยาย คุ้มมั๊ย” เราคุยกันด้วยภาษาบ้านเกิด
“สวยลูกสวย แต่ยายไม่ได้ลงไปเล่นน้ำ ยืนดูเฉยๆ” ยายตอบ

แล้วเราก็แยกย้ายกันไป ไม่รู้ว่ายายได้อะไรกลับไปมั่ง  แต่สิ่งหนึ่งที่เราตระหนักได้คือ เราโชคดีที่ได้เดินทางเมื่อขายังแข็งแรง กับอีกหนึ่งคำถามที่ผุดขึ้นในใจ “อาม่าอากง พ่อแม่เราล่ะ เราไม่ได้ใช้เวลาแบบนั้นด้วยกันนานเท่าไหร่แล้ว?”

คุณยายที่ไปจากภูเก็ตเหมือนกัน
คุณยายที่ไปจากภูเก็ตเหมือนกัน

พักเรื่องความคิดจุดประกายไว้ก่อน เราใกล้สระมรกตเข้าไปทุกทีแล้ว เพราะได้ยินเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานและถือว่าดังมากลอยมาตามลม พอถึงสระมรกต สายตาเราก็ชื่นชมความงามและความมหัศจรรย์ของธรรมชาติอย่างเต็มที่ พร้อมกับที่สายตาตำหนิก็ถูกส่งไปยังกลุ่มวัยรุ่นราวสิบคน ที่ลงเล่นน้ำในสระเสียงดังอย่างไม่เกรงใจใครอยู่นั่นด้วย

เราสามคน ที่ตัดสินใจจะยังไม่ลงน้ำกัน ก็พากันไปสำรวจลานหินปูนด้านบน มองลับลงมายังสระมรกต เราก็เห็นมุมคลาสสิคสำหรับการถ่ายรูปแล้ว (ไม่ว่าที่ไหนเป็นต้องเห็นมุมนี้) เดินไต่ขึ้นไปนิดนึง เราก็พบกับสะพานไม้ที่นำไปสู่ศาลาและสระน้ำของฤๅษีตาไฟ ที่ว่ากันว่าท่านให้ความคุ้มครองพื้นที่แถบนั้นอยู่ สักการะกันพอเป็นพิธี ก็ได้ฤกษ์เล่นน้ำแล้ว จัดแจงหามุมเหมาะได้ เราก็ลงไปลอยคอกันในน้ำ ด้วยความลึกที่ได้ระดับ บอกได้เลยว่าสระมรกตเหมือนสระว่ายน้ำเลย (ระดับความลึกก็ประมาณ 1.5-2เมตร)

ลานหินปูนด้านบน
ลานหินปูนด้านบน
สระมรกต
สระมรกต

เมื่อเล่นน้ำได้ที่ เราก็ขึ้นจากสระ ออกมาเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ แล้วเดินทางกลับบ้าน จังหวัดภูเก็ตของเรา พบกันใหม่คราวหน้า เพราะการเดินทางไม่มีที่สิ้นสุด

Post Comment