ท่องเที่ยว ภูเก็ต only

มื้อเที่ยง กับการหลบร้อนตอนบ่ายที่ จังซีลอน ป่าตอง

จังซีลอน ป่าตอง

ขับเคลื่อนด้วยแรงหิว ผลักดันด้วยความเมื่อยล้า จากการเดินมาราธอนราวสองชั่วโมงในตอนเช้า เราต้องการที่พักขา และหาอะไรใส่กระเพาะเป็นการด่วน

เมื่อหิวกันมาก สมองก็ตื้อ คิดอะไรไม่ออก ที่เดียวที่อยู่ในความคิดได้ตอนนั้นคือ ห้างที่ใหญ่ที่สุดในละแวก คือ จังซีลอน ที่หมายเฉพาะกิจ สองคนจึงก้มหน้าก้มตา เดินตัดเข้าป่าตองสายสอง มุ่งหน้าหามื้อเที่ยง

พอเหยียบห้างได้ ก็วางใจไปได้เปลาะนึงว่าเรารอดตายจากอาการหิวโซแน่แล้ว ทีนี้เป็นเรื่องของการตัดสินใจว่าจะกินอะไรกันดี เดินๆ มองๆ มีทั้งร้านอาหารดูดีมีระดับ แล้วก็ร้านเฟรนไชส์ดังๆ ให้เลือกเยอะแยะไปหมดตั้งแต่ทางเข้าเลยทีเดียว แต่เราก็ยังไม่ตัดสินใจ จนในที่สุด ขาสองข้าง (ที่อ่อนปวกเปียก ประมาณตอนแฮร์รี่ พอตเตอร์ โดนศาสตราจารย์ล็อกฮาร์ต ใช้คาถามั่วๆ รักษาอาการกระดูกหักที่แขนให้ได้เลย) มันพาเรามาถึง โซนนึงของจังซีลอน เป็นตึกแถวสไตล์ชิโนโปรตุกิสสองชั้น วางตัวในแนวขนานกัน มีซุ้มหลังคาเชื่อมตรงกลาง ให้นักท่องเที่ยวเดินได้แบบชิวๆ โอว บรรยากาศดีมาก เราถ่ายรูปกันไปนับสิบขณะมองหาร้านนั่งไปด้วย สุดท้ายก็มาจบลงที่แบล็คแคนยอน

เท่าที่สังเกตดูไม่ใช่แต่ร้านแบล็ก แคนยอนที่เรานั่งเท่านั้น ที่ตกแต่งร้านแบบทุ่มทุนสร้าง ทุกร้านในโซนนี้ ดูน่านั่งไปหมด

เราก็กำลังมองหาอะไรทานเหมือนชาวต่างชาติคนนี้เลย
เราก็กำลังมองหาอะไรทานเหมือนชาวต่างชาติคนนี้เลย
มองสูง
มองสูง

จะมองมุมไหนก็ได้บรรยากาศ บานหน้าต่างสีขาวตัดกับตัวอาคารทาสีสดใส พื้นทางเดินปูด้วยกระเบื้องลวดลายและสีสัน ที่เป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมแบบนี้ เสากลมต้นใหญ่รองรับโครงสร้างให้ความรู้สึกโอ่โถง โคมแดงที่แขวนเรียงรายให้อารมณ์จีนๆ นั่นก็น่ารัก นี่ก็สวย จนเราอยากอยู่แถวนี้นานๆ

ท้องอิ่ม แข้งขากลับมามีแรง เราก็ออกเดินกันต่อ (นังแช่อยู่ในร้านเขานานๆ คงไม่ดีเท่าไหร่ ทั้งที่ใจอยากทำแบบนั้นจะแย่)

แม่ค้าใส่แว่นกันแดดของเราด้วย
แม่ค้าใส่แว่นกันแดดของเราด้วย
ร้านหนังสือนานาชาติ ในเรือนตึกแบบชิโนโปรตุกีส
ร้านหนังสือนานาชาติ ในเรือนตึกแบบชิโนโปรตุกีส
ได้บรรยากาศสุดๆ
ได้บรรยากาศสุดๆ
คิออสก์ขายเสื้อยืดกับกระโปรงฮิพๆ
คิออสก์ขายเสื้อยืดกับกระโปรงฮิพๆ

เดินเข้าเดินออก ดูโน่นนี่ไปเรื่อย กำลังจะเดินข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง บังเอิญโชคดี ออกมาเจอการแสดงนำพุ ที่กลางลาน หยุดดูกันอีกแป๊บนึง ดูโชว์จบ ถึงได้รู้ว่าเค้าจะเปิดแสดงวันละ 4 รอบ ตอนบ่ายโมง บ่ายสาม หนึ่งทุ่ม แล้วก็สามทุ่ม (ตอนที่เราออกมาก็บ่ายโมงนิดๆ ไม่รู้พลาดอะไรไปบ้าง)

ระบำน้ำพุ
ระบำน้ำพุ

เราลงไปชั้นเบสเมนท์กันด้วย ไปเจอศาลานวดไทย ในใจก็เลยเกิดอาการสุ้รบกันยกใหญ่ว่าจะลงทุนซื้อความสบายหรือไม่ ถ้าได้นวดเท้าสักครึ่งชัวโมงคงรู้สึกดีไม่หยอก ยังสามารถต่อเวลาเดินเที่ยวของเราสองคนได้ด้วย ถ้านวดเท้าครึ่งชั่งโมงก็ 180 บาท ชั่วโมงนึงก็ 250 บาท ส่วนนวดไทยก็ตกที่ชั่วโมงละ 300 บาท ราคาเดียวกันกับที่หน้าหาดเลย

ตังค์อยู่ในกระเป๋าเรา ถ้าเราไม่หยิบให้เขา มันก็ไม่หายไปไหน ทำเมินมองความสุขที่ต้องใช้เงินซื้อมอันนี้ไปด้วยใจจำยอม ทริปประหยัด ดูอย่างเดียวพอ ท่องไว้ๆ ในสองคนค้าพบในไม่กี่นาทีให้หลังว่า บริการนวดไม่ได้มีที่ศาลานี่่ที่เดียว เดินลึกเข้าไปยังมีอีกหลายร้านเลย

ศาลานวดไทย
ศาลานวดไทย
ตัวนี้สูงท่วมหัวเลย
ตัวนี้สูงท่วมหัวเลย

เนื้อที่ชั้นเบสนี่อุทิศให้กับของที่ระลึกเป็นส่วนมาก ส่วนใหญ่เป็นร้านค้า ชายทั้งพวกกระเป๋าสาน กระเป๋าผ้า เสื้อยืดสกรีน งานฝีมือ ของแต่งบ้าน แล้วก็งานสเตนเลสที่เป็นพวกเครื่องถ้วย ชาม ช้อน และอีกมากมาย ราคาก็พอจะจับจ่าย ต่อรองกันได้ตามความสามารถ แต่ที่เราสองคนมาติดตาต้องใจคือเจ้าตัวข้างบนนี้ งานประติมากรรมจากพวกชิ้นส่วนโลหะของเครื่องยนต์ สุดยอดไปเลย นอกจากเอเลี่ยนปะทะพรีเดเตอร์ สไปเดอร์แมน แล้วก็ชอปเปอร์คันโตๆ (ไม่กล้าถามราคาอ่ะ กลัวคำตอบ เหอๆ)

จนไม่มีอะไรจะดแล้ว เราก็กลับเข้ามาในเมืองกัน ปวดขาไปหมดเลย คงอยู่ดูแสงสียามกลางคืนของป่าตองไม่ไหว เดี๋ยวมีโอกาส เจอกันแน่ ป่าตองไนท์ไลฟ์

(บล็อกนี้ เป็นเนื้อหาต่อเนื่องจาก ตอนที่แล้ว นั่งสองแถวเที่ยวป่าตอง ใครสนใจ คลิกที่ลิงค์ได้เลยจ้า)

One Comment

Post Comment