ศาสนาและความเชื่อ

พระอินทร์ ผู้เป็นใหญ่แห่งสรวงสวรรค์

พระอินทร์เป็นผู้ดูแลทุกข์สุขของมนุษย์โลก ยามใดที่มีเรื่องเดือดร้อนขึ้นบนโลกมนุษย์ อาสนะของพระองค์ ที่เคยอ่อนนุ่ม ก็จะแข็งกระด้าง หรือบางครั้งก็ร้อนจนไม่สามารถประทับอยู่ได้

พระอินทร์มีรูปร่างที่สวยงาม มีกายสีเขียว บางครั้งก็สีทองจนขาวนวล แล้วแต่โอกาส พระหัตถ์ถือวัชระ ใช้ปราบ พฤตาสูร หรือ ผีร้ายแห่งความแห้งแล้ง พระอินทร์มีศาสตราวุธอีกอาทิ ศรศักรธนู พระขรรค์ ปรัญชะ ขอและร่างแห มีรถเทียมม้าสีแดง และม้าทรงสีขาวชื่อ อุจไฉศรพ เป็นม้าแก้ว ที่เกิดจากเกษียรสมุทร มีช้างทรงนามคชาเอราวัณ ซึ่งปกติจะเป็นเทพบุตรรูปงาม ชอบเสวยน้ำโสม ยามพระอินทร์จะไปไหน ก็จะแปลงเป็น ช้างเอราวัณ พระอินทร์ มีมเหสีมากมาย ดังปรากฎนาม นางสุธรรมา สุชาดา สุนันทา สุจิตราและมีนางฟ้าเป็นชายาอีก เก้าสิบสองนาง และ มีนางบำเรออีก ยี่สิบสี่ล้านนาง ในสมัยพระพุทธเจ้าพระอินทร์ได้ทรงดีดพิณสามสายถวายพระสติ พระโพธิสัตว์ ในการทำทุกขกิริยา

พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่แห่งสรวงสวรรค์

พระอินทร์เป็นตำแหน่งของพระราชาแห่งเทพทั้งปวง ในสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตำแหน่งนี้จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน ไปตามผลแห่งบุญกรรม ที่ได้กระทำไว้ พระอินทร์องค์ใดสิ้นบุญ ก็จะมีองค์ใหม่ขึ้นมาแทนที่ กล่าวได้ว่า พระอินทร์นั้น มีหลายองค์ แต่ละองค์ก็มีอายุขัยเป็นไปตามบุญกุศลที่ตนได้กระทำมา

เรื่องราวของ พระอินทร์น่าจะเป็นบทเรียนที่ช่วยให้รู้ และเข้าใจถึงการทำ ประโยชน์เพื่อส่วนรวม ว่าท่านคิดอะไร ถึงได้ทำเช่นนั้น นอกจากนี้การได้เรียนรู้วิธีคิด และการกระทำของพระอินทร์ เป็นสิ่งที่เราสามารถกระทำตามได้ไม่ยาก ไม่ใช่เรื่องห่างไกลและเฟ้อฝันเลย เพราะตัวท่านเอง ก็ได้ประพฤติปฏิบัติเช่นนี้ในขณะที่ยังเป็นมนุษย์ปุถุชน ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึงพระอินทร์สมัยพุทธกาลเท่านั้น

อดีตชาติของพระอินทร์

ณ หมู่บ้านมจลคาม แคว้นมคธ มีมาณพคนหนึ่งชื่อว่า มฆมาณพ มีใจใฝ่ให้ทาน รักษาศีลอยู่เสมอ ทั้งยังชอบแผ้วทาง ทำงานสาธารณประโยชน์ต่างๆ เช่น ปรับพื้นที่ให้เรียบเสมอกัน สร้างศาลา ปลูกต้นไม้ ขุดสระน้ำ ทำถนนหนทาง ทำสะพาน จัดทำจัดหาตุ่มน้ำ และสิ่งทั้งหลายเพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวม ชอบความสะอาดเรียบร้อย ต้องการให้ท้องถิ่น ดูสะอาดน่ารื่นรมย์

คิด ดี คิดถูก คิดเป็น นำมาซึ่งความสุข

ขณะที่มฆมาณพทำงานในหมู่ บ้าน ก็ใช้เท้าเกลี่ยฝุ่นในที่ซึ่งยืนอยู่ให้เรียบ คนอื่นเข้ามาแย่งที่ก็ไม่โกรธ กลับถอยไปทำที่อื่นให้เรียบต่อ แต่ก็ยังมีคนมายึดที่ ที่เกลี่ยเรียบไว้แล้วนั้นอีก ถึงกระนั้นมฆมาณพก็ไม่โกรธ กลับเห็นว่าคนทั้งปวง มีความสุขด้วยการกระทำของตน ฉะนั้นกรรมนี้ ย่อมส่งผลกลับมาเป็นบุญที่ให้สุขแก่ตนแน่

มฆมาณพก็ยิ่งมีจิตขะมัก เขม้น ตั้งใจที่จะทำพื้นที่ให้เป็นที่น่ารื่นรมย์มากยิ่งๆ ขึ้น จึงใช้จอบขุด ปรับพื้นที่ให้เรียบ เป็นลานให้แก่คนทั้งหลาย ทั้งยังเอาใจใส่ให้ไฟให้น้ำ ในเวลาที่ต้องการ และได้แผ้วถางสร้างทางสำหรับคนทั้งหลาย

ต่อมามีชายหนุ่มอีกหลายคนได้ เห็น ก็มีใจนิยมมาสมัครเป็นสหายร่วมกันทำทางเพิ่มขึ้น จนมีจำนวนนับได้ 33 คน ทั้งหมดช่วยกันขุดถมทำถนนยาวออกไป จนถึงประมาณโยชน์หนึ่งบ้างสองโยชน์บ้าง

เมื่อประพฤติธรรม ย่อมไม่หวั่นภัยใด ๆ

ฝ่ายนายบ้านเห็นว่าคนเหล่านั้น ประกอบการงานที่ไม่เหมาะสม ไม่สมควร จึงเรียกมาสอบถาม และสั่งให้เลิก แต่มฆมาณพ และสหายกลับกล่าวว่า พวกตนทำทางสวรรค์ จึงไม่ฟังคำห้ามของนายบ้าน พากันทำประโยชน์ต่อไป นายบ้านโกรธ และไปทูลฟ้องพระราชาว่า มีโจรคุมกันมาเป็นพวก พระราชามิได้พิจารณาไต่สวน หลงเชื่อจึงมีรับสั่งให้จับมฆมาณพ และสหายมา แล้วปล่อยช้างให้เหยียบเสียให้ตายทั้งหมด

ฝ่ายมฆมาณพเห็นเช่นนั้น ก็ได้ให้โอวาทแก่สหายทั้งหลาย ไม่ให้โกรธผู้ใด และให้แผ่เมตตาจิตไปยังพระราชา นายบ้าน ช้างและตนเอง ให้เสมอเท่ากัน ชายหนุ่มทั้งหมดได้ปฏิบัติตาม ช้างไม่สามารถเข้าใกล้ด้วยอำนาจเมตตา

พระ ราชาเห็นดังนั้น จึงรับสั่งให้ใช้เสื่อลำแพนปูปิดคนเหล่านั้นเสีย แล้วปล่อยให้ช้างเหยียบอีก แต่ช้างกลับถอยไป พระราชารับสั่งให้นำคนเหล่านั้นมาเข้าเฝ้า แล้วตรัสสอบถาม เมื่อทรงทราบความจริง ก็ทรงโสมนัส และทรงแต่งตั้ง มฆมาณพให้เป็นนายบ้าน แทนนายบ้านคนเดิม

บุญเท่านั้น ที่เป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย

สหาย ทั้ง 33 คน นอกจากจะได้พ้นโทษออกมา ยังได้รับพระราชทานกำลังสนับสนุน ก็ยิ่งเห็นอานิสงส์ของบุญ มีใจผ่องใส คิดทำบุญให้ยิ่งๆ ขึ้นไปอีก ได้สร้างศาลาเป็นที่พักของมหาชนเป็นถาวรวัตถุที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง

ศาลา นั้นได้แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนหนึ่งเป็นที่อยู่ที่พักสำหรับคนทั่วไป ส่วนหนึ่งสำหรับคนเข็ญใจ ส่วนหนึ่งสำหรับคนป่วย ทั้ง 33 คนได้ปูลาดแผ่นอาสนะไว้ทั้ง 33 ที่ โดยตกลงกันไว้ว่า ถ้าอาคันตุกะเข้าไปพักบนแผ่นอาสนะของผู้ใด ก็ให้เป็นภาระของผู้นั้น จะรับรองเลี้ยงดู มฆมาณพยังได้ปลูกต้นทองหลาง (โกวิฬาระ) ไว้ต้นหนึ่งในที่ไม่ไกลจากศาลา ภายใต้ต้นทองหลางได้วางแผ่นหินไว้ด้วย

มฆ มาณพและสหายบำเพ็ญสาธารณกุศลเช่นนี้ตลอดชีวิต เรียกว่า บำเพ็ญวัตตบท 7 ประการ ครั้นสิ้นอายุ ได้บังเกิดใน สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

วัตตบท 7 ประการ ได้แก่

1. เลี้ยงมารดาบิดาตลอดชีวิต
2. ประพฤติ อ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ในตระกูลตลอดชีวิต
3. มีวาจานุ่มนวลสุภาพตลอด ชีวิต
4. มีวาจาไม่ส่อเสียดตลอดชีวิต
5. มีใจปราศจากความตระหนี่ ยินดีในการแจกทาน ครองเรือนตลอดชีวิต
6. มีวาจาสัตย์จริงตลอดชีวิต
7. ไม่ โกรธ แม้ว่าถ้าโกรธก็ระงับได้ทันทีตลอดชีวิต

พระอินทร์ทรงมีหลายชื่อ

ชื่อที่เรียกพระอินทร์มีหลายชื่อ แต่ละชื่อบอกถึงคุณสมบัติหรือกุศลที่ทรงได้ทำมาในอดีต

ท้าวมฆวาน – เมื่อสมัยเป็นมนุษย์ชื่อว่า มฆะ
ท้าวปุรินททะ – เมื่อสมัยเป็นมนุษย์ได้ให้ทานในเมือง
ท้าวสักกะ – เมื่อสมัยเป็นมนุษย์ได้ให้ทานโดยความเคารพ
ท้าววาสะ หรือวาสพ – เมื่อสมัยเป็นมนุษย์ได้ให้ที่พัก
ท้าวสหัสสักขะ หรือ สหัสสเนตร หรือ ท้าวพันตา – ทรงคิดรู้ความทั้งพันชั่วเวลาครู่เดียว
ท้าวสุชัมบดี – ทรงมีชายาชื่อสุชา
ท้าวเทวานมินทะ หรือ พระอินทร์ – ทรงครอบครองราชสมบัติเป็นอิสริยาธิบดีแห่งทวยเทพชั้นดาวดึงส์

พระอินทร์

คุณธรรมของพระอินทร์

ความเพียร

ในคราวที่ สุวีวรเทวบุตร ขอพรกับพระอินทร์ ว่าขอให้ตนได้เป็น “ผู้ที่เกียจคร้าน ไม่ขยันหมั่นเพียร ไม่ทำกิจที่ควรทำ แต่ก็ได้รับความสำเร็จทุกอย่างตามที่ปรารถนา”

พระ อินทร์ทรงตรัสเพื่อให้คิดว่า

“คนเกียจคร้านบรรลุถึงความสุขอย่างยิ่ง ในที่ใด ก็ให้ท่านจงไปในที่นั้นเอง และช่วยบอกให้ข้าพเจ้า ได้ไปในที่นั้นด้วย”

ถึงกระนั้น สุวีรเทวบุตรก็ยังขอพรว่า “ขอพระองค์ได้โปรด ประทานพรความสุขชนิดที่ไม่มีทุกข์โศก โดยไม่ต้อง ทำอะไรเลย”

พระอินทร์ตรัสว่า “ถ้าจะมีใครดำรงชีวิตอยู่โดยไม่ต้องทำอะไรในทิศทางไหน นั่นเป็นทางนิพพานแน่ ให้ท่านจงไป และช่วยบอกข้าพเจ้าให้ไปด้วย”

ขันติธรรม

ใน สงครามคราวหนึ่งฝ่ายเทวดาชนะอสูร ท้าวเวปจิตติอสุรินทร์ถูกจับได้และถูกพันธนาการมายังสุธัมมสภา ขณะที่เข้าและออกจากสภา ก็ได้บริภาษด่าพระอินทร์ด้วยถ้อยคำหยาบช้าต่างๆ แต่พระอินทร์ก็ไม่ได้โกรธแม้แต่น้อย

พระมาตลีเทพสารถีจึงทูลถามพระ อินทร์ว่า “ทรงอดกลั้นได้ เพราะกลัว หรือว่า เพราะอ่อนแอ”

พระอินทร์ ตรัสว่า “เราทนได้ไม่ใช่เพราะกลัว ไม่ใช่เพราะอ่อนแอ แต่วิญญูชนเช่นเราจะตอบโต้กับพาลได้อย่างไร”

พระมาตลีแย้งว่า “พาลจะกำเริบถ้าไม่กำหราบเสีย เพราะฉะนั้นผู้มีปัญญาพึงกำหราบเสียด้วยอาชญาอย่างแรง”

พระอินทร์ “เมื่อรู้ว่าเขาโกรธแล้วมีสติสงบลงได้ นี่แหละ เป็นวิธีกำหราบพาล”

พระ มาตลีก็ยังแย้งว่า “ความอดกลั้นดังนั้นมีโทษ พาลจะเข้าใจว่าผู้นี้อดกลั้นเพราะกลัว ก็จะยิ่งข่ม เหมือนโค ยิ่งหนีก็ยิ่งไล่”

พระอินทร์ “พาลจะคิดอย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของตนสำคัญยิ่ง และไม่มีอะไรจะยิ่งไปกว่าขันติ ผู้ที่มีกำลังอดกลั้นต่อผู้ที่อ่อนแอ เรียกว่าขันติอย่างยิ่ง เพราะผู้ที่อ่อนแอ ต้องอดทนอยู่เองเสมอไป ผู้ที่มีกำลัง และใช้กำลังอย่างพาล ไม่เรียกว่า มีกำลัง ส่วนผู้ที่มีกำลัง และมีธรรมะคุ้มครอง ย่อมไม่โกรธตอบ

ผู้โกรธตอบผู้โกรธ หยาบมากกว่าผู้โกรธทีแรก ส่วนผู้ที่ไม่โกรธตอบผู้โกรธ ชื่อว่าชนะสงครามที่ชนะได้ยาก ผู้ที่รู้ว่าเขาโกรธ แต่มีสติสงบได้ ชื่อว่าประพฤติประโยชน์ทั้งแก่ตน และผู้อื่น แต่ผู้ที่ไม่ฉลาด ไม่รู้ธรรม ก็ย่อมจะเห็น ผู้ที่รักษาประโยชน์ตน และผู้อื่นทั้งสองฝ่ายดังกล่าวว่าเป็นคนโง่เสีย”

ความไม่ โกรธ

ครั้งหนึ่งพระอินทร์เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วทูลถาม ว่า “ฆ่าอะไรได้อยู่เป็นสุข ฆ่าอะไรได้ไม่โศก” พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า “ฆ่าความโกรธ”

ในครั้งหนึ่งได้มียักษ์ตนหนึ่งผิวพรรณเศร้าหมอง รูปร่างน่าเกลียด ขึ้นไปนั่งบนอาสนะของพระอินทร์ พวกเทพชั้น ดาวดึงส์ พากันโพนทนาติเตียน แต่ยิ่งโพนทนาติเตียน ยักษ์นั้นก็ยิ่งงามยิ่งผ่องใส จนพวกเทพ พากันประหลาดใจว่า น่าจะเป็นยักษ์กินโกรธ

พระอินทร์ทรงทราบ ความนั้นแล้วได้เสด็จเข้าไป ทำผ้าเฉวียงพระอังสะข้างซ้าย คุกเข่าขวาลง และ ประคองอัญชลี เหนือพระเศียร ประกาศพระนามของพระองค์ขึ้น 3 ครั้งว่า พระองค์คือ ท้าวสักกะจอมเทพ ยักษ์นั้นกลับ มีผิวพรรณ เศร้าหมอง รูปร่างน่าเกลียดยิ่งขึ้นจนหายไปในที่นั้น พระองค์ขึ้นประทับบนอาสนะของพระองค์ แล้วตรัสอบรมพวกเทพ ตรัสว่า “พระองค์ ไม่ทรงโกรธมาช้านาน ความโกรธไม่ตั้งติดในพระองค์ แม้จะโกรธชั่ววูบเดียว ก็ไม่กล่าวผรุสวาจา ทรงข่มตนได้”

คราวหนึ่งพระองค์ทรงอบรมเทพทั้งหลาย ว่า ให้มีอำนาจเหนือความโกรธ อย่าจืดจางในมิตร อย่าตำหนิผู้ไม่ควรตำหนิ อย่ากล่าวส่อเสียด อย่าให้ความโกรธเข้าครอบงำ อย่าโกรธตอบผู้โกรธ ความไม่โกรธ และความไม่เบียดเบียน มีอยู่ในพระอริยะทั้งหลายทุกเมื่อ ความโกรธทับบดคนบาปเหมือนภูเขา

จะเห็นได้ว่าคุณธรรมที่พระอินทร์ทรง ประพฤติปฏิบัติ ทั้งขณะที่เป็นมนุษย์ และ เทวดา เป็นสิ่งที่เราสามารถ กระทำตามได้ เป็นตัวอย่างที่ดีของการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์โดยหวังผลคือ ความสุขของส่วนรวม

พระอินทร์

เรื่องราวเกี่ยวกับ พระอินทร์กับอสูร

สวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ เดิมเป็นที่อยู่ของพวกอสูร ต่อมาเมื่อ มฆมาณพ ตายจากโลกมนุษย์ ได้ไปเกิดเป็นพระอินทร์ อยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ด้วยเช่นกัน พระอินทร์ และเทวดาบริวารอีก 32 องค์ ได้ร่วมมือกันขับไล่พวกอสูร ให้ลงมาอยู่ ที่เชิงเขาสุเมรุ พวกอสูรแค้นเคืองจึงยกทัพรบกับพระอินทร์

สวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ มีเนื้อที่กว้างใหญ่ได้ 160,000 ตารางกิโลเมตร มีเทพนคร (เมืองหลวง) ชื่อ “สุทัสสนะ” ตั้งอยู่รายรอบเขาพระสุเมรุ พวกอสูรได้อยู่ที่สวรรค์ชั้นนี้มาก่อน ต่อมามฆมาณพ ได้มาเกิดเป็นพระอินทร์อยู่ร่วมด้วย และได้ครองความเป็นใหญ่ ร่วมกับพวกอสูร พระอินทร์ไม่ปรารถนา จะอยู่ร่วมกับพวกอสูร จึงปรึกษากับเทพบริวาร 32 องค์

“จะ ทำอย่างไร กันดีจึงจะขับไล่เขาได้” พระอินทร์ปรึกษา “ไม่เห็นยากอะไร” เทพบริวารองค์หนึ่งเสนอแนะ “เราจัดให้มีงานเลี้ยง แล้วเอาเหล้าให้พวกเขากิน พอพวกเขาเมาเราก็จับเหวี่ยงลงไปเชิงเขาพระสุเมรุ” แล้วทันใดนั้นเอง ที่เชิงเขาพระสุเมรุนั้น ก็มีภพอสูรเกิดขึ้นเป็นที่รองรับ พวกอสูร

ภพ อสูรมีขนาดเท่ากับสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และมีต้นไม้เป็นสัญลักษณ์เช่นกัน กล่าวคือ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์มีต้นปาริฉัตร (หรือปาริชาติ) เป็นสัญลักษณ์ ส่วนภพอสูรมีต้นจิตตปาฏลิเป็นสัญลักษณ์ เมื่อพวกอสูร อยู่ที่เชิงเขาพระสุเมรุ ได้ระยะหนึ่ง ก็ถึงฤดูดอกจิตตปาฏลิ (ดอกแคฝอย) บาน ทำให้นึกถึงดอกปาริฉัตร ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ที่ตนเคยอยู่มาก่อน จึงรู้สึกเสียดายสวรรค์ชั้นดาวดึงส์และร่วมกันวางแผนจะยึดคืน

“จะรบ กับพวกข้างบนยังไงดี” หัวหน้าอสูรปรึกษา “เราก็จะยกทัพไต่เขาพระสุเมรุขึ้นไป” อสูรบริวารตัวหนึ่งเสนอแนะ

อสูร ทั้งหมดเห็นด้วยที่จะทำอย่างนั้น เพราะไม่เห็นทางอื่นที่ดีกว่า ดังนั้นเมื่อได้เวลาเหมาะสม พวกอสูร จึงยกทัพไต่เขาพระสุเมรุขึ้นไป พระอินทร์มองลงมาเห็นพวกอสูรไต่ขึ้นเขากันยั้วเยี้ย เหมือนมดไต่เสาก็ทรงสงสัยจึงตรัสถามบริวาร

“พวกอสูรยกทัพมาพระเจ้า ข้า” เทพบริวารองค์หนึ่งถวายรายงาน

พระอินทร์ได้ฟังดังนั้นแล้วก็คิด ตัดไฟแต่ต้นลม จึงให้มาตลีขับรถเวชยันต์พาพระองค์มาปรากฏอยู่บนหลังมหาสมุทร ใกล้กับภพอสูร แล้วเกิดสู้รบกัน ปรากฏว่า พระอินทร์สู้ไม่ได้เพราะมีกำลังน้อยกว่า จึงให้มาตลี ขับรถหนีไปทางชายมหาสมุทรด้านทิศใต้ ชายมหาสมุทรด้านทิศใต้นั้น มีป่าไม้งิ้วขึ้นอยู่ พวกครุฑอาศัยอยู่ในป่านั้น มารตลีขับรถ เวชยันต์ ซึ่งเทียมด้วยม้าสินธพ 1,000 ซึ่งวิ่งมาด้วยความเร็วมาก เมื่อเข้าไปในป่าไม้งิ้ว ทำให้ไม้งิ้ว หักระเนระนาด พวกลูกนกครุฑตกใจ ส่งเสียงร้องกันเซ็งแซ่

พระอินทร์ได้ยินเสียงเซ็งแซ่นั้นจึงตรัสถาม มาตลี “เสียงอะไรร้องน่าสงสารเหลือเกิน”

“ขอเดชะ เสียงลูกนกครุฑ ร้องเพราะตกใจกลัวตาย เนื่องจากข้าพระองค์ ขับรถมาเร็ว จนไม้งิ้วซึ่งเป็นที่อยู่ของ พวกมันหักระเนระนาด”

“อย่างนั้นหรือ” พระอินทร์อุทานพลางตรัสบอกมาตลีว่า

“พวกเราอย่าทำให้นกพวกนี้ต้อง ทุกข์ยากเลย เอาละกลับรถไปทางเก่าเถอะ”

“ไม่ได้ พระเจ้าข้า ขับรถกลับทางเก่าไม่ได้”

“ทำไมเล่า”

“พระองค์ ไม่เห็นหรือ พวกอสูรกำลังไล่ตามมาติดๆ หากกลับรถไปก็ต้องสวนทางกับพวกอสูรและสู้รบกัน พระองค์ก็รู้อยู่ว่าสู้เขาไม่ได้เพราะเรามีพวกน้อย จึงเท่ากับว่ากลับไปตายลูกเดียว”

“มาตลี ….. ฉันไม่เคยจะใช้ชีวิตของผู้อื่น มาเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ให้ตัวเองเลย เอาเถอะการกลับไปครั้งนี้ ถ้าฉันจะต้องตายก็ให้มันตายไป แต่ฉันจะไม่ยอมให้สัตว์ผู้บริสุทธิ์ อย่างลูกนกครุฑตายเป็นอันขาด”

เมื่อ ได้ฟังพระดำรัสที่เฉียบขาดเช่นนั้น มาตลีก็ไม่สามารถฝ่าฝืนได้ เขากระตุกเชือกม้า ให้หันกลับมาทางเก่า แล้วกระตุกเชือกเป็นสัญญาณให้เร่ง ฝีเท้าให้เต็มที่ ทันใดนั้นม้าก็พาเวชยันต์วิ่งเหมือนบินกลับมาทางเก่า แล้วบ่ายหน้า ขึ้นไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พวกอสูรกำลังไล่ติดตามมา เห็นรถเวชยันต์วิ่งกลับมา ก็คิดว่าพระอินทร์ ได้พวกมาช่วย จึงตกใจยกทัพหนีกลับ เข้าภพอสูร

“ทำไมยกทัพกลับมาเล่าพระเจ้าข้า” อสูรบริวารตนหนึ่งถาม

“ไม่กลับได้ยังไง” หัวหน้าอสูรตอบ “พระอินทร์ยกพวกมากันเป็นฝูงๆ พวกเราขืนอยู่ก็แหลกเป็นผงนะซี”

ผล ปรากฏว่า การสู้รบกันครั้งนี้พระอินทร์ไม่แพ้แต่ก็ไม่ชนะ ฝ่ายอสูรเองไม่แพ้แต่ก็ไม่ชนะเช่นกัน เลยทำให้เมืองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ กับภพอสูร ได้ชื่อใหม่ร่วมกันว่า “อยุชฌปุระ” (เมืองที่ไม่มีใครรบชนะได้)

ครั้น เสด็จกลับไปถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว พระอินทร์ก็จัดกำลังอารักขาไว้ 5 จุดด้วยกันคือ ที่ระเบียงด้านนอก ของเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นระเบียงชั้นที่ 1 จัดให้พวกนาคอารักขาเพราะอยู่ใกล้น้ำซึ่งเป็นที่อยู่ของพวกนาค ถัดจากระเบียงชั้นที่ 1 เข้าไปเป็นระเบียงชั้นที่ 2 จัดให้พวกครุฑอารักขา ถัดระเบียง 2 เข้าไปเป็นชั้นที่ 3 และ 4 จนถึง 5 ซึ่งเป็นชั้นใกล้เขตแดนของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จัดให้ท้าวมหาราช ทั้ง 4 อารักขา ท้าวมหาราช ยักษ์ กุมภัณฑ์ ครุฑ และนาค ได้ถวายอารักขาพระอินทร์ เต็มความสามารถ พวกอสูรได้ทราบว่ามีการอารักขาสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อย่างเข้มแข็งก็ไม่กล้ายกทัพมารุกรานอีก

ขณะที่พระอินทร์เสวยความสุข ในทิพยสมบัติ อยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น นางทั้ง 4 ซึ่งเคยเป็นภรรยาเองครั้งเกิดเป็นมฆมาณพ ก็ได้ตายมาเกิดเป็นชายาอีกในชาตินี้

นางสุธัมมา เกิดมามีเทวสภาชื่อ สุธัมมา เป็นสมบัติ เทวสภาแห่งนี้กว้างใหญ่ได้ 500 โยชน์ ตรงกลางมีบัลลังก์ทอง ตั้งอยู่ภายใต้ทิพยเศวตฉัตร พระอินทร์ขึ้นประทับนั่งสั่งการบนบัลลังก์

นางจิตตา เกิดมามีอุทยานชื่อ จิตรลดาวัน เป็นสมบัติ เพราะอานิสงส์ที่ได้สร้างสวนจิตรลดาวันไว้ครั้งเกิดเป็นมนุษย์

นาง นันทา เกิดมามีสระโบกขรณี ชื่อ นันทา เป็นสมบัติ เพราะอานิสงส์ที่สร้างสระน้ำใหญ่ไว้ครั้งเกิดเป็นมนุษย์

ส่วน นางสุชาดา ไปเกิดเป็น นกยางก่อน โทษฐานที่ไม่สนใจในการให้ทานรักษาศีล สนใจแต่เรื่องแต่งกาย เย้ายวนใจสามี ต่อมาพระอินทร์เสด็จไปโปรด แนะนำให้รักษาศีล นางทำตาม ตายจากชาตินั้น ก็ไปเกิดเป็นลูกสาวของ เวปจิตติอสูร และเมื่อครั้ง เวปจิตติอสูร กำลังทำพิธีให้นางเลือกคู่ พระอินทร์จึงแปลงตัวเป็นอสูร มาแทรกอยู่ท่ามกลางพวกอสูร

ฝ่าย เวปจิตติอสูร เมื่อเห็นว่าอสูรหนุ่มทั้งหลายมาพร้อมกันแล้ว ก็เชิญลูกสาวออกมาเลือกคู่ นางสุชาดาออกมายืน อย่างสง่า อยู่ท่ามกลางอสูรหนุ่ม แล้วสอดส่องสายตาไปรอบๆ พลันก็เหลือบไปเห็นพระอินทร์ในร่างอสูรแก่

“นี่ไงผู้ที่จะมาเป็นสามี เรา” นางคิดพลางโยนพวงมาลัยไปคล้องคอพระอินทร์ ด้วยความรักที่สืบสานมาแต่อดีตชาติ

“โอย….. ประหลาดจัง” อสูรหนุ่มทั้งหลายอุทานด้วยความหัวเสีย “เจ้านายเราแทนที่จะได้ลูกเขยหนุ่มอย่างพวกเรา แต่นี่กลับมาได้ลูกเขยแก่คราวปู่”

ว่าพลาง อสูรก็แยกย้ายกับกลับวิมานของตน ฝ่ายเวปจิตติอสูรเมื่อลูกสาวตัดสินใจเลือกเช่นนั้น ก็ไม่สามารถ ทัดทานได้ จำใจรับอสูรแก่ไว้เป็นลูกเขย ส่วนพระอินทร์เมื่อได้นางสุชาดา เป็นชายาแล้ว ก็แปลงร่างเป็นอย่างเดิม พาเหาะไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

Post Comment