ศาสนาและความเชื่อ

นักบุญวาเลนไทน์ Saint Valentine

นักบุญวาเลนไทน์

เซนต์วาเลนไทน์ หรือ นักบุญวาเลนไทน์ เป็น นักบุญในยุคโรมันโบราณ ซึ่งส่วนใหญ่จะรู้จักกันจาก ตำนานของวันที่ 14 กุมภาพันธ์ วันเทศกาลวาเลนไทน์ ซึ่งวันนี้ท่านได้ถูกฝัง ณ เมือง Via Flaminia ตอนเหนือของกรุงโรม ซึ่งก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า งานฉลองในเทศกาลวาเลนไทน์นั้น ได้จัดขึ้นเพื่อท่านเพียงท่านเดียว หรือ รวม ท่านอื่นที่มีชื่อเหมือนกันเข้าไปด้วยหรือไม่

ซึ่งวันวาเลนไทน์ ที่ใช้วันที่ 14 กุมภาพันธ์นั้นจะเป็นในส่วนของ คริสต์นิกาย Roman Catholic ส่วนใน คริสต์นิกาย Orthodox จะถือเอาวันที่ 6 กรกฏาคม เป็นวันวาเลนไทน์แทน

คำว่า วาเลนไทน์ เพิ่งเริ่มมีปรากฏขึ้นในปี ค.ศ. 496 โดย พระ สันตะปาปา Gelasius ที่ 1 โดยที่มา ก็ยังคลุมเคลืออยู่ดี บ้างก็ว่าเป็นนักบวชในกรุงโรม บ้างก็ว่าเป็น บิชอป เมือง Terni (เมืองเก่าแก่เมืองหนึ่งในอิตาลี) บ้างก็ว่าท่านอยู่ในเมืองหนึ่งในแอฟริกาภายใต้อาณาจักรโรมัน

หลักฐาน แรกที่ค้นพบคือ ท่านมีชื่อปรากฏอยุ่ใน Nuremberg Chronicle โดยกล่าวไว้ว่าท่านเป็นนักบวชชาวโรมัน ในสมัยกษัตริย์ Claudius Gothicus หรือ Claudius ที่ 2 โดย นักบุญวาเลนไทน์ ได้ถูกจับ และ จองจำ จากการที่ได้ทำพิธิแต่งงานให้กับชาวคริสต์คู่หนึ่ง ซึ่งในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่มีการกีดกันทางศาสนา ห้ามการกระทำพิธีการทางศาสนาโดยเด็ดขาด ซึ่งจะถือว่าเป็นอาชกรรมอย่างหนึ่ง แต่ นักบุญวาเลนไทน์ ทำลงไปเพื่อความรักของคนทั้งสองคน โดยไม่ได้คำนึงถึงตัวเอง นักบุญวาเลนไทน์ได้ถูกจองจำและทรมาณ แต่ท่านก็ยังไม่สิ้นชีวิต ในที่สุดท่านก็ถูกตัดสินให้ทำการตัดศีรษะ ที่นอกประตู Flaminian

ในอังกฤษ ศตวรรษที่ 18 นักประวัติศาสตร์โบราณคดี Alan Butler และ Francis Douce ได้ตั้งข้อสักเกตว่า วันวาเลนไทน์นี้ ถูกสร้างขึ้นมา โดยต้องการให้เข้ามาแทนที่เทศกาล Lupercalia (เป็นเทศกาลที่ชาวโรมัน ที่ไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์จัดขึ้น โดยจัดขึ้นเพื่อขับไล่สิ่งไม่ดี วิญญาณชั่วร้านให้ออกไปจากเมือง โดยจัดกันในวันที่ 13-15 กุมภาพันธ์ โดยชาวโรมันกลุ่มนี้ เคารพในธรรมชาติ เช่น ไฟ น้ำ จิตวิญญาณ เป็นต้น) แต่แนวคิดนี้ได้ถูกคัดค้านโดย ศาสตราจารย์ Jack Oruch แห่งมหาวิทยาลัย Kansas ในเวลาต่อมา

โดยเรื่องราวของนักบุญวาเลนไทน์นั้น หลั่งไหล่เข้ามาในอังกฤษตั้งแต่ ศตวรรษที่ 14 และ ก่อกำเนิดเป็นเรื่องราวรักโรแมนติกของวันที่ 14 กุมภาพันธ์ในเวลาต่อมานั่นเอง ซึ่งปัจจุบันนี้แพร่หลายไปทั่วโลก รู้จักกันในนามเทศการแห่งความรัก

Post Comment