ศาสนาและความเชื่อ

กำเนิดเทพเจ้ากรีก

กำเนิดเทพเจ้ากรีก

ปฐมเหตุแห่งอุบัติของโลกนั้นปรากฏตามบทกวีของฮีสิออดกล่าวว่า ในกาลครั้งอดีต ก่อนทวยเทพอุบัติ นับยุคไม่ถ้วนมาแล้ว สรรพสิ่งทั้งหลายยังรวมอยู่ในกำพืดอันเดียว

ซึ่งเป็นความว่างเปล่าอันปราศจากรูปเท่านั้น เรียกว่า เคออส (Chaos) เป็นความเวิ้งว้างมหึมาหาขอบเขตมิได้ ต่อมาอีกนับกัปป์ไม่ถ้วน โลกพิภพ จึงผุดขึ้น เป็นประดุจฐาน อันกว้างใหญ่ไพศาล เพื่อเป็นจอมมารดาของสิ่งทั้งมวล เรียกว่า จีอา (Gaea) หรือ จี (GE) ในภาษากรีก เทลลัส (Tellus) ในภาษาโรมัน มีสวรรค์ดาษดาด้วยดาวพราวแพรวล้อมรอบ ซึ่งจะเป็นที่สถิตจีรัง ของทวยเทพสืบไป สวรรค์นึ้ ตามภาษากรีกเรียกว่า อูรานอส (Ouranos) ส่วนโรมันเรียกว่า ยูเรนัส (Uranus) ถือกันว่า เป็นจอมบิดาคู่กัน กับจี จอมมารดร จอมบิดาและมารดานี้ประกอบด้วยทิพยภาพก็จริง แต่ก็หาสมมติขึ้น เป็นองค์เทพไม่ คงปรากฏแต่ว่า มีอิทธิฤทธิ์บันดาล ให้เกิดแผ่นดินไหว ลมพายุและภูเขาไฟระเบิดได้

Ouranos
Ouranos

ชาวกรีกโบราณเชื่อว่า โลกที่สร้างขึ้นตามทำนองดังกล่าวนี้ มีสัณฐานแบนกลม มีประเทศของตนอยู่กลาง โดยมีห้วงสมุทรเมดิเตอร์เรเนียน แบ่งแผ่นดินออกเป็น 2 ส่วนเท่า ๆ กัน และทะเลนี้ต่อไปออก ทะเลดำ ซึ่งสมัยโน้น เรียกว่าทะเล ยูซินี (Euxine) 2 ทะเลนี้เท่านั้นที่เป็นทะเลที่ชาวกรีกสมัยโบราณรู้จัก ภาคเหนือสุด ของพื้นพิภพนั้น เป็นที่เข้าใจกันว่า เป็นภูมิลำเนาของชนชาติที่ผาสุขชาติหนึ่ง เรียกว่า ชาติไฮเพอร์โบเรียน (Hyperborean) อาศัยอยู่ในถิ่น ลับแล ซึ่งจะไปทางบกหรือทางทะเลก็ไม่ถึงทั้งสิ้นอยู่พ้น เทือกเขาสูงขึ้นไป ทางทิศเหนือ ของดินแดน เฮลลัส (Hellas) ซึ่งเป็นชื่อของประเทศกรีซสมัยโน้น ว่ากันว่าดินแดน ของชนชาติไฮเพอร์โบเรียน เป็นดินแดน ที่สงบสันติสุข มีแต่ความสบายด้วยประการทั้งปวง ส่วนทางใต้ของพิภพใกล้ กับทางไหลของมหาสมุทร ก็มีชนชาติ ที่ผาสุข และมีคุณธรรมเช่นเดียวกับไฮเพอร์โบเรียนอาศัยอยู่อีกชาติหนึ่ง เรียกว่า อีธิโอเพียน (Ethiopion) เป็นที่โปรดปราน ของเหล่าเทพยิ่งนัก ถึงแก่เหล่าเทพเคยไปร่วมพิธีพลีกรรม และงานมหกรรมสมโภช ของชนชาตินั้นเนือง ๆ

Gaea
Gaea

ยังมีสถานที่อีกแห่ง หนึ่ง อยู่ทางฟากตะวันตกของโลกริมมหาสมุทรเรียกว่า ทุ่งอีลิเชียน (The Elysian Fields) เป็นที่ซึ่งพวกมนุษย์ที่เหล่าเทพโปรดจะได้ไปอยู่ เขาถือว่า ผู้ใดดำเนินวิถีชีวิต ด้วยคุณความดี จะได้รับกรุณา โดยเหล่าเทพพาไปให้ได้เสพอมฤตภาพ คืออยู่ค้ำฟ้าเป็นสุขตลอดกาลในที่นั้น ส่วนดินแดนใกล้เคียงแถบตะวันออก และตามริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนั้น เป็นที่อยู่ของชนชาติ ต่าง ๆ ที่ชาวกรีกรู้จัก พ้นจากดินแดนเหล่านี้ไปในทะเลตะวันตก ล้วนเป็นที่อยู่ของพวกยักษ์อมนุษย์และแม่มดทั้งสิ้น ในประเทศกรีซมีภูเขาสูงอยู่หลายลูก ที่มียอดสูงสุดได้แก่ ขุนเขาโอลิมปัส อยู่ในแถบเทสซาลี ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศกรีซ มียอดสูงสุด เกือบ 2 ไมล์ หรือประมาณ 9,800 ฟุต ดู ตระหง่านเยี่ยมเทียมฟ้า ชาวกรีกโบราณ ถือว่ายอดเขาโอลิมปัสนี้ พุ่งขึ้นไปจรดสวรรค์ทีเดียว

กำเนิดเทพกับการแย่งอำนาจ

จี กับ อูรานอส เถลิงอำนาจอยู่ ณ เทือกเขาโอลิมปัส ต่อมาไม่นานก็ให้กำเนิดเทพบุตร และ เทพธิดา 12 องค์ 6 องค์ เป็นเทพบุตร ทรงนามตามลำดับว่า โอเซียนัส , ซีอัส , ครีอัส ,ไอเพอร์เรียน ,ไอแอพิทัส และ โครนัส อีก 6 องค์ เป็นเทพธิดา ทรงนามว่า อิเลีย ,รีอา , ธีมิส , ธีทิส ,เนโมซินี และ ฟีบี เทพ และ เทวีทั้ง 12 องค์นี้รวมกัน เป็นคณะ เรียกว่า ไทแทน (Titan) หรือเรียกอีกอย่างว่า ไจแกนทีส (Gigantes) ซึ่งเป็นต้นศัพท์คำว่า ไจแอนท์ แต่ละองค์ มีกายใหญ่มหึมา อูรานอส แสนจะเกรงกลัวในความมีกายใหญ่ยิ่ง และทรงพลังของเทพบุตร และเทพธิดาคณะนี้ จึงจับ ทั้งหมดโยนลงในเหวลึกใต้บาดาลมืดสนิท เรียกว่า ตรุทาร์ทะรัส (Tartarus) และจองจำ ไว้มั่นคง เพื่อป้องกันมิให้ เทพกุมารองค์ใดใช้พลังเป็นปฏิปักษ์ได้

เมื่อ อูรานอสจองจำเทพทั้ง 12 องค์ไว้ ก็ตายใจว่าคงไม่มีองค์ใดหลุดหนีขึ้นมาได้ แต่แล้วเหตุการณ์ที่จะทำให้ คณะไทแทน ไม่ต้องถูกจองจำอยู่นานอุบัติขึ้น เนื่องจาก อูรานอส กับ จี ให้กำเนิดเทพบุตรอีก 3 องค์ เป็นเทพบุตร ยักษ์ตาเดียว เรียกว่า ไซคลอปส์ (Cyclops) มีนามตามลำดับว่า บรอนทีส , สเทอโรพีส และ อาจีส

อูรานอส จับเทพบุตรทั้ง 3 โยนลงขัง ไว้ในตรุทาร์ทะรัสอีก บรอนทีสนั้นคือฟ้าลั่น สเทอโรพีสคือฟ้าแลบ ส่วนอาจีส คือแสงสว่างวาบ เมื่อลงไปถึงที่คุมขัง จึงทำให้เกิดแสงสว่างไปทั่วทั้งบาดาล ช่วยให้คณะเทพไทแทน เกิดความกล้า ที่จะแสวงความเป็นไท และต่อมาก็มี เทพบุตรของอูรานอสถูกโยนลงไปสมทบอีก 3 นามว่า คอตทัส , เบรียรูส และ ไกจีส แต่ละองค์มีมือเป็นร้อย

แม่ จี ไม่พอใจที่ อูรานอส ปฏิบัติกับลูกๆ อย่างนั้น แต่ห้ามเท่าไหร่อูรานอสก็ไม่ฟัง แม่จีจึงโกรธนัก และได้ลงไป ใต้บาดาล ยุยงลูกๆ ในคณะไทแทนให้ร่วมคิดกันแย่งอำนาจบิดาให้จงได้ ในบรรดาเทพไทแทนนี้มี โครนัส น้องสุดท้องคนเดียว ที่กล้าจะทำตาม แม่จี จึงปล่อยให้หลุดจากพันธนาการ มอบเคียวเป็นอาวุธ พร้อมทั้งอวยพร ให้มีชัย โครนัสถืออาวุธคู่มือเข้าโจมตี จับบิดาโดยไม่ให้รู้ตัว แล้วขึ้นครองบัลลังก์ หมายจะเป็นใหญ่ ในจักรวาล ชั่วนิรันดร ฝ่ายอูรานอสบันดาลโทสะ จึงสาปแช่งโครนัสให้ถูกลูก ๆ ของตัวเอง แย่งอำนาจ ในกาลภายหน้าเช่นกัน โครนัสไม่แยแส ในคำสาปของบิดา จัดแจงปล่อยเทพภราดร และภคินีให้เป็นไททั้งหมด ทุกองค์ แสนจะปิติ และรู้คุณโครนัสในการที่หลุดพ้นจากการจองจำได้เป็นไท จึงพร้อมใจกัน ยอมยกให้โครนัสเป็นใหญ่ปกครองตน โครนัส เลือกเทพภคินีองค์หนึ่งคือ รีอา เป็นคู่ครอง และปันส่วนอื่นๆ ให้เทพภราดร ภคินี ปกครองโดยทั่วถึงกัน

Cronus
Cronus

โครนัสถูกโค่นเทพบัลลังก์

โครนัส (Cronus) ดำรงความเป็นใหญ่ในเหล่าเทพทั้งปวงอยู่ ณ เทือกเขาโอลิมปัส เป็นสุขสงบมาจนกระทั่งถึงกาลวันหนึ่ง มีเทวบุตรองค์หนึ่งกำเนิดขึ้นมา คำสาปของอูรานอสผุดขึ้นในความทรงจำทันที โครนัส จึงรีบไปหา รีอา และ จับกุมารนั้นกลืนกินเสีย ต่อมาถึงโอรสจะเกิดอีกสักกี่องค์ โครนัส ก็จับกินสิ้นทุกองค์ แม้ รีอา จะวอนขอให้งดเว้น ก็ไม่ยอมฟัง ในที่สุด รีอา จึงตั้งปณิธานว่าจะเอาชนะ ด้วยอุบายให้จงได้ ดังนั้นพอประสูตร โอรสองค์ใหม่คือ ซุส (Zeus) หรือ ยูปิเตอร์ (Jupiter) ตามภาษาโรมัน ก็ซ่อนไว้เสีย

โครนัสได้ข่าวเทพกุมารองค์ใหม่เกิด จึงรีบมาหมายจะจับกินเสีย รีอาแสร้งทำเป็นวอนขอพอเป็นพิธี แต่ในที่สุด ก็ทำเป็น โอนอ่อนผ่อนตาม เอาก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งซึ่งห่อผ้าอ้อมเตรียมไว้แล้วส่งให้ พลางทำเป็นเศร้าโศกนักหนา โครนัสไม่ทันดู รับก้อนหินสำคัญว่าเป็นบุตร จึงกลืนกินแล้วก็กลับไป รีอา จัดแจงฝากฝังเทพทารก ให้อยู่ในความทะนุถนอม ของนางอัปสรนีเรียด นางอัปสรจึงพา ซุสไปไว้ในถ้ำ บนยอดเขา ไอคา ณ ที่นั้น นาง แอมัลเธีย (Amalthea) บุตรสาวของ มิลิสซัส เจ้าครองเกาะครีต ได้รับธุระ อนุบาลซุสด้วยนมแพะ นาง แอลมัลเธียนี้ บางตำนานกล่าวว่า เป็นนางแพะ และว่าภายหลังซุสได้ประสิทธิ์ประสาทให้ เป็นดาวฤกษ์กลุ่มหนึ่ง ในสวรรค์ เป็นการตอบแทนคุณความดีของนาง และประทานเขาข้างหนึ่งให้แก่ นางอัปสร ที่โอบอุ้มทะนุถนอม มาแต่น้อย เป็นเขาสารพัดนึก ซึ่งนางอัปสรจะนึกเอาอะไรก็ได้ดังประสงค์ รูปเขา บรรจุแพะ จึงถือกันเป็นสัญลักษณ์ ของความมั่งคั่ง เรียกว่า เขาแห่งความมากมูน (the horn of plenty) มาจนตราบเท่าทุกวันนี้

โครนัสไม่ทันดู รับก้อนหินสำคัญว่าเป็นบุตร
โครนัสไม่ทันดู รับก้อนหินสำคัญว่าเป็นบุตร

อนึ่ง เพื่อป้องกันเสียงร้องของเทพกุมารซุส มิให้ดังขึ้นไปถึง โครนัส พวก คิวรีทิส สาวกของ รีอา ซึ่งรับ หน้าที่ เป็นอาจารย์ ของซุส ยังคิดแบบกระบวนเต้นรำแบบหนึ่งประกอบด้วยเสียง ประติรพเซ็งแซ่ และเสียงประสาน อาวุธสนั่นอึกทึก กลบเสียงของซุสไว้ได้ ฝ่ายโครนัสสำคัญว่าคำสาปของบิดาไม่เป็นผลแล้วก็สิ้นวิตก มิได้แยแสกับ เสียงเอ็ดอึงของคิวรีทิส กว่าจะรู้ว่าเป็นเสียงลวงว่าซุสยังดำรงชนม์อยู่ก็สายไปเสียแล้ว

ซุส และบิดาประจัญกันอย่างดุร้าย ไม่นานโครนัสก็เป็นฝ่ายปราชัย ซุสจึงเข้ายึดอำนาจไพบูลย์ไว้ และ หารือ แม่รีอา ตกลงกันเอาน้ำสำรอกที่นาง มีทิส (Metis) ธิดาของโอเชียนัสประกอบขึ้น บังคับให้โครนัสดื่ม สำรอกกุมาร ที่กลีนเข้าไป ออกมาหมด ทุกองค์ คือ โปซิดอน , ฮาเดส , เฮสเทีย , ดีมิเตอร์ และ ฮีรา (Poseidon, Hades, Hestia, Demeter, Hera) ตาม ลำดับ ส่วนก้อนหินที่โครนัสถูกหลอกให้กลืนก็สำรอกออกมาด้วย หินก้อนนี้ภายหลัง ได้เอาไปเก็บรักษาไว้ เป็นที่เคารพบูชาแทนองค์ซุส ณ วิหารเดลฟี (Delphi)

เมื่อ ยึดอำนาจสูงสุดสำเร็จ ซุสก็ เลือกฮีราเทวีภคินีองค์หนึ่งเป็นคู่ครอง และแบ่งสันปันส่วน อาณาเขตให้เทพภราดร ปกครองทั่วทุกองค์ ส่วนเทพและเทพีที่เฉลียวฉลาดที่สุด ในเหล่าเทพไทแทน คือ เนโมซินี ,โอเชียนัส และ ไฮเพอร์เรียน ต่างองค์ต่างก็ยอมอยู่ในอำนาจของซุสโดยดุษณี แต่เทพไทแทนองค์อื่น ๆ ไม่ยอมอ่อนน้อมด้วย จึงเป็นเหตุให้เกิดศึกใหญ่ขึ้น ขับเขี้ยวพันตูกันอย่างเอาเป็นเอาตาย

ศึกยักษ์

ซุสอยู่บนยอดเขาโอลิมปัส เห็นฝ่ายศัตรูมีจำนวนมากกว่า แต่ละองค์ล้วนทรงพลังน่าเกรงขาม จอมทัพ ที่เป็นขุนพลใหญ่ของเหล่าเทพไทแทนในขณะนั้นคือ แอตลาส (Atlas) จึงเป็นเหตุให้ ซุส หันไปผูกสัมพันธไมตรี กับพวกไซคลอปส์ ยักษ์ตาเดียว ซึ่งยังถูกขังอยู่ในตรุทาร์ทะรัสใต้บาดาล ให้ยักษ์เหล่านี้ประกอบอสนีบาต สำหรับใช้เป็นอาวุธ แลกกับความเป็นไทในการที่จะได้ปลดปล่อยจากที่คุมขัง อาวุธใหม่นี้ มีอานุภาพร้ายกาจ ก่อความตระหนก และสยบให้เกิดแก่เหล่าเทพไทแทนขัาศึกอย่างใหญ่หลวง ถึงจะร่วมกันสู้รบ อย่างหักหาญ สักเพียงใด ก็ไม่อาจเอาชนะซุสได้ รบกันอยู่ 10 ปี ในที่สุดพวกไทแทนจึงยอมศิโรราบ รับรองความเป็นใหญ่ ของซุส

เทพไทแทน ที่ยอมแพ้บางองค์ ก็ถูกทุ่มทิ้งลงขังไว้ในตรุทาร์ทะรัสอีกวาระหนึ่ง และตัวแอตลาสเอง เมื่อพ่ายแพ้ให้แก่ซุส ก็ถูกลงโทษให้แบกสวรรค์อยู่ตลอดเวลา ส่วน โครนัส หนีเตลิด ไปตั้งหลักแหล่ง ในต่างแดน แคว้นเฮสเพอเรีย คือ อิตาลี เดี๋ยวนี้ และครองความเป็นใหญ่ในประเทศนั้นเป็นสุขสงบสืบมาอีกช้านาน ชาวกรีกโบราณเชื่อกันเป็นมั่นเหมาะว่า บริเวณที่เทพทั้ง 2 ฝ่ายกระทำมหายุทธการครั้งนั้น อยู่ในแคว้นเทสซาลี ตรงที่มีภูมิประเทศขรุขระลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาก ซึ่งเขาว่า เป็นไปด้วยฤทธิ์อำนาจ ของพวกเทวดา ทุ่มก้อนหิน ประหัตประหารกันบ้าง ก่อภูเขาขึ้นจะให้ถึงที่ประทับของซุสเพื่อชิงอสนีบาตบ้าง เป็นต้น

แอตลาส ถูกลงโทษ
แอตลาส ถูกลงโทษ

เมื่อซุสได้เถลิงอำนาจสูงสุดเป็นเทพบดี ณ ยอดเขาโอลิมปัส และเพิกถอนอำนาจของเทพไทแทนหมดแล้วก็นึก กระหยิ่มว่าจะได้ครองไอศวรรย์แห่งทวยเทพอันช่วงชิงไว้ได้ ที่ไหนได้ เจ้าแม่จีปฐพีเทวี ยังคุมแค้นหมายจะลงทัณฑ์ซุสที่ล่วงสิทธิโดยชอบธรรมของเทพไทแทน โอรส ของเจ้าแม่ ให้สาสมกับความแค้น จึงเนรมิตอสูรขึ้นตนหนึ่ง เรียกว่า ไทฟอน (Typhon) เป็นยักษ์ดุร้าย มีกายประกอบด้วย หัวมังกรนับร้อย มีเปลวไฟพวยพุ่งออกจากดวงตา จมูกและปาก แผดเสียงก้องกัมปนาท อยู่เนืองนิตย์ ยังความ สยดสยอง ให้บังเกิดแก่ทวยเทพ ถึงขนาดหนีเตลิด จากเขาโอลิมปัส ไปหลบซ่อน ในอียิปต์ตามกัน มิหนำซ้ำด้วยความที่กลัวจัด เกรงอสูรมหาวินาศจะตามไป เทพเหล่านั้นยังจำแลงองค์ เป็นสัตว์นานาชนิดด้วย เพื่อมิให้อสูรจำได้ ซุสจำแลง เป็นแกะ ส่วนฮีราจำแลงเป็นโค ถึงอย่างไรก็ดี ในไม่ช้า ราชาแห่งทวยเทพ ก็เกิดความละอายในการหลบหนีอย่างขลาดกลัว ซุสจึงกลับคืนสู่เขาโอลิมปัส ด้วยความมั่นหมาย จะฆ่ายักษ์ไทฟอน ด้วยอสนีบาตให้จงได้ การสู้รบ ดำเนินไปเป็นเวลานาน ในที่สุดซุสก็ประหารศัตรูลงได้ แต่ไม่นาน ก็มียักษ์อีกตนหนึ่ง อุบัติขึ้นโดยการเนรมิตของ เจ้าแม่จี ชื่อว่า เอนเซลาดัส (Enceladus) เข้าต่อรบกับซุส เพื่อแก้แค้นแทนไทฟอน

ซุส จับ เอนเซลาดัสได้ล่ามโซ่แน่นหนาขึงพืดตรึงไว้ใต้ภูเขาเอตนา แต่กว่าจะสงบเงียบ เอนเซลาดีส ก็คำรนคำรามแผดเสียงกึกก้อง และครวญครางพิลึกพิลั่นอยู่ช้านาน บางทีก็พ่นไฟขึ้น หวังจะทำอันตราย เทพบดี ผู้พิชิตตนอีกด้วย ต่อมากาล ผ่านไปเอนเซลาดัสจึงหยุดสำแดงฤทธิ์อาละวาด เพียงแต่ขยับตัว ทำให้เกิดแผ่นดินไหวเป็นครั้งคราวเท่านั้น

Post Comment