ศาสนาและความเชื่อ

พระอิศวร (ศิวะ) มหาเทพ และ ศิวลึงค์ ตอนที่ 1

พระอิศวร (ศิวะ) มหาเทพแห่งการทำลาย
พระอิศวร (ศิวะ) มหาเทพแห่งการทำลาย

พระอิศวร (ศิวะ) มหาเทพแห่งการทำลาย

พระศิวะทรงเป็นมหาเทพผู้เป็นใหญ่ในจักรวาล พระองค์จะทรงประทานพรวิเศษ ให้แก่คนผู้หมั่นกระทำความดี และยึดมั่นในศีลธรรมเท่านั้น หากผู้ใดประพฤติ เพื่ออุทิศถวายแก่พระองค์แล้ว ปรารถนาสิ่งวิเศษใด ๆ พระศิวะจะประทานสิ่งวิเศษให้ในไม่ช้า แต่เมื่อได้พรสมปรารถนาแล้ว วันหน้า หากกระทำผิดไปจากความดีงาม คนผู้นั้นจะเกิดวิบัติในชีวิต พระศิวะเทพจะกลายเป็นเทพผู้ทำลายทันที มีความเชื่อกันว่าพระศิวะนั้น สามารถช่วย ปัดเป่ารักษาเยียวยาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยต่าง ๆ ได้อย่างมหัศจรรย์นัก หากผู้ใดที่เจ็บป่วย หรือต้องการขอพร ให้คนในครอบครัวหายเจ็บไข้ได้ป่วย หากบวงสรวงบูชาและขอพรจากพระศิวะ ก็มักปรากฏว่าความเจ็บไข้ได้ป่วยนั้น จะถูกปัดเป่าให้หายไปได้โดยสิ้นในเร็ววัน ผู้ที่มีความทุกข์ไม่ว่าจะเป็นในทางใด หากบวงสรวงบูชาขอพรให้พ้นทุกข์ พระศิวะก็จะประทานพรให้ผู้นั้น ได้พ้นจากห้วงแห่งความทุกข์ได้เช่นกัน

ลักษณะของพระอิศวร (ศิวะ)

รูปลักษณ์ของพระศิวะนั้นมีปรากฏมากมายหลายลักษณะด้วยกัน แต่จุดเด่น ที่ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ ของพระศิวะก็คือ รูปพระจันทร์เสี้ยว ดวงตาดวงที่ 3 บนหน้าผาก สร้อยประคำที่เป็นหัวกะโหลก และงูที่คล้องพระสอหรือคอของพระองค์อยู่นั้น ก็ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของพระศิวะ เล่ากันว่าที่มาของงูพิษที่พระศิวะทรงคล้องคอไว้ประดับองค์นั้น ไม่ได้ไปจับมาจากพงหญ้าป่าใหญ่ที่ไหน แต่มีผู้ส่งมาให้พระองค์โดยเฉพาะ คนผู้นั้นก็คือ นักบวชคนหนึ่ง ซึ่งนักบวชผู้นี้มีภรรยาหลายคน แต่บรรดาภรรยาของเขา เกิดมาหลงใหลในเสน่ห์อันล้ำลึกขององค์พระศิวะ ด้วยความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง นักบวชจึงส่งเสือร้ายตัวโตไปจัดการสังหารพระศิวะ แต่ว่าพระศิวะกลับเป็นฝ่ายพิชิตเสือ ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์อย่างสบาย ๆ แถมยังฉีกเอาหนังเสือมาเป็นที่ปูพื้นไว้รองนั่งอีกด้วย เมื่อส่งเสือมาไม่ได้ผล นักบวชผู้เคียดแค้นแสนริษยา ก็ส่งอสรพิษร้ายตัวใหญ่ มาจัดการพระศิวะ แต่อสรพิษร้ายกับถูกพระศิวะร่ายเวทมนต์สยบเอาไว้ได้โดยที แล้วพระองค์ก็จับเอางูพิษนั้นมาคล้องคอเป็นเครื่องประดับสุดพิสดาร ไม่ซ้ำแบบใคร นักบวชไม่ยอมแพ้ ยังคงคิดลองของ ส่งอสูรร้ายมาสังหารพระศิวะในเวลาต่อมา และ พระศิวะก็ทรงสยบอสูรร้ายตนนั้น ได้ด้วยท่าทีลีลาร่ายรำอันน่าพรั่นพรึง ซึ่งสะท้านสวรรค์สะเทือนดิน แม้แต่บรรดาทวยเทพทั้งปวง ก็พากันมาเคารพนบนอบยอมรับในความยิ่งใหญ่ ของมหาเทพองค์นี้

มหาเทพองค์อื่น ๆ นั้น ก็ล้วนแล้วแต่มีรูปลักษณ์มากมายหลายรูปที่แตกต่างกันไป แต่ในรูปที่แตกต่างกันนั้น ก็จะมีส่วนที่ ละม้ายคล้ายคลึงกัน ในรายละเอียดของสีพระวรกาย หรือ สิ่งของที่ทรงถือไว้ในพระหัตถ์ แต่สำหรับพระศิวะนั้น กล่าวได้ว่ารูปลักษณ์ของพระองค์นั้น ค่อนข้างจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่สามารถสังเกตได้ง่าย ไม่สับสนวุ่นวายเหมือนกับจดจำรูปลักษณ์ของมหาเทพองค์อื่น ๆ พระศิวะนั้นเป็นเทพที่นิยม ประพฤติองค์เป็นโยคี หรือ ผู้ถือศีล ดังนั้นรูปของพระองค์จึงมักปรากฏเป็นเทพ ที่แต่งองค์คล้าย ๆ พวกโยคี หรือ พวกฤาษี ส่วนผมก็สยายผมยาว แล้วมวยผมขึ้นเป็นชฎาบนศีรษะ ทรงนุ่งห่มด้วยหนังกวางบ้าง หนังเสือบ้าง

คัมภีร์โบราณหลายเล่ม กล่าวถึงสีพระวรกายของพระศิวะแตกต่างกันไป บางคัมภีร์ระบุว่าพระวรกายของพระศิวะนั้น เป็นสีแดงเข้มราวกับเปลวไฟหรือ โลหิต บางคัมภีร์ว่า พระวรกายขององค์พระศิวะนั้น เป็นสีขาว นวล บริสุทธิ์ ดั่งสีของพระจันทร์ แต่หลาย ๆ คัมภีร์กล่าวไว้ตรงกันว่า พระศิวะนั้น เป็นเทพที่มีพระเนตร 3 ดวง คือดวงที่ 3 นั้นจะปรากฏขึ้นอยู่บนหน้าผากของพระองค์ โดยปรากฏเป็นดวงตารูปแนวนอนบ้าง รูปตั้งทรงพุ่มข้าวบิณฑ์บ้าง และ ดวงตาที่ 3 นี้สามารถมองเห็นอดีต และ อนาคตได้อีกด้วย รูปลักษณ์ ของพระศิวะนั้น มีรายละเอียด แตกต่างกันไป ตามแต่ละปาง

ศิวลึงค์

วัตถุโบราณที่ถูกสร้างสรรค์ให้เป็นรูปอวัยวะเพศชายนั้น เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะ ที่ผู้คนนิยมสักการะบูชากันตั้งแต่อดีตโบราณตราบจนปัจจุบันนี้ ด้วยความเคารพศรัทธากันอย่างกว้างขวางซึ่งเรียกว่า “ศิวลึงค์” เป็นเสมือนรูปเคารพแทนพระองค์ ที่มีปรากฏอยู่ในเทวสถานทุกแห่ง และก็มีธรรมเนียมประเพณี ที่จะจัดพิธีกรรมเพื่อบูชาศิวลึงค์นี้โดยเฉพาะอีกด้วย จึงกล่าวได้ว่าสัญลักษณ์ของพระศิวะมหาเทพองค์นี้ค่อนข้างจะแตกต่าง กับมหาเทพองค์อื่น ๆ ตรงที่มีสัญลักษณ์แทนพระองค์เป็นรูปอวัยวะเพศชาย ที่ดูค่อนข้างจะพิสดารมิใช่น้อย และชวนให้ฉงนสงสัยในความเป็นมาแห่งสัญลักษณ์นี้ กำเนิดของศิวลึงค์นั้นปรากฏเป็นเรื่องราว ที่ค่อนข้างจะแปลกแยกแตกต่างกันออกไปตามแต่ละคัมภีร์ แต่ละในนิกายต่าง ๆ ทางคติพราหมณ์ ซึ่งบางตำรา ก็กล่าวว่าองค์พระศิวะนั้นทรงตั้งพระทัยที่จะประทานรูปศิวลึงค์ หรือรูปเคารพ ที่เป็นรูปอวัยวะเพศชาย ที่ให้กับสาวกทั้งหลายทั้งปวงของพระองค์ ได้สักการะบูชาแทนพระองค์ ซึ่งการที่ประทานรูปเคารพเช่นนี้ก็เนื่องมาจาก ในงานบูชาพระตรีมูรติ หรือมหาเทพทั้ง 3 ซึ่งประกอบไปด้วยพระพรหม พระวิษณุ และ พระศิวะ ที่จะต้องแสดงพระวรกาย ให้สาวกได้เห็นเป็นบุญตา ซึ่งพระพรหม ก็จะปรากฏพระวรกายออกมา ในรูปลักษณ์ที่มี 4 พักตร์ 4 กร ส่วนพระวิษณุ ก็จะปรากฏพระวรกายมาในรูปลักษณ์ที่เป็นมหาเทพมี 1 พระพักตร์ 2 พระกร แต่สำหรับ พระศิวะนั้น ทรงปรากฏพระวรกาย ในรูปกายที่แปลกแหวกแนวสักหน่อย คือไม่ปรากฏออกมาเป็นรูปองค์เทพโดยตรง แต่กลับแสดง พระวรกายให้ปรากฏออกมาเป็นรูปอวัยวะเพศชาย ซึ่งก็เปรียบเสมือนกับ เป็นสัญลักษณ์ของผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือมหาเทพนั่นเอง ดังนั้นหลังจากงานพิธีกรรมบูชาเทพตรีมูรติ หรือมหาเทพทั้ง 3 พระองค์นี้แล้ว บรรดาสาวกก็ได้สร้างศาลรูปเคารพเทพตรีมูรติทั้ง 3 ตามที่ตนเห็น อันเป็นรูปจำลอง เป็นสัญลักษณ์แทนพระศิวะนั่นเอง

ในคัมภีร์โบราณอีกเล่มหนึ่งนั้น ได้บันทึกไว้ว่าในวันหนึ่งพระศิวะกำลังร่วมภิรมย์เสพสม กับพระแม่อุมาอัครมเหสีอย่างแสนสุขสันต์ ในวิมารของพระองค์บนเขาไกรลาส แต่การเสพสมภิรมย์รักนี้ มิได้กระทำกันในห้องบรรทมส่วนพระองค์แต่อย่างใด การสมสู่ชู้ชื่นครั้นนี้ พระศิวะ และ พระแม่อุมา ทรงกระทำกันกลางท้องพระโรงเลยทีเดียว ดังนั้นบังเอิญเมื่อพวกทวยเทพทั้งปวงที่กำลังจะมาเข้าเฝ้าพระศิวะ ได้พบเห็นเข้าก็จึงรู้สึกว่าพระศิวะนั้น กระทำการอันไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง หากทรงกระทำกันในห้องบรรทมส่วนพระองค์ ก็คงจะไม่ใช่เรื่องผิดแปลกแต่อย่างใด แต่หน้าท้องพระโรงนั้นเป็นที่เปรียบเสมือนห้องรับแขก ที่ย่อมจะต้องมีผู้คนผ่านเข้าออกได้เสมอ และเมื่อทวยเทพผ่านพบเห็นองค์พระศิวะ ที่เป็นถึงมหาเทพผู้เป็นใหญ่แห่งเขาไกรลาส กำลังเสพสังวาสกับอัครมเหสีอย่างประเจิดประเจ้อ กลางท้องพระโรงเช่นนั้น จึงพากันรังเกียจเดียดฉันท์ และเสื่อมศรัทธา ในองค์พระศิวะเป็นอย่างมาก บรรดาทวยเทพจึงได้พากันเย้ยหยัน และหมดสิ้นความนับถือยำเกรงต่อองค์มหาเทพ ต่างก็พากันยืนดูแล้ว ก็วิพากษ์วิจารณ์กัน อย่างกับเป็นเรื่องที่น่าสมเพชไป ด้วยเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น ทำให้พระศิวะทรงอัปยศอดสู่ในพระทัยเป็นยิ่งนัก และประกอบกับความโกรธกริ้ว พระศิวะ จึงทรงได้ประกาศว่า อวัยวะเพศของพระองค์นี้แหละ จะเป็นเสมือนสัญลักษณ์ และตัวแทนของพระองค์ ที่บรรดามนุษย์ และเทพเทวะทั้งปวง จะต้องกราบไหว้บูชา ถ้าต้องการความสุข และความสำเร็จอันงดงามในชีวิต และ อวัยวะเพศหรือศิวลึงค์นั้น ก็จะมีดวงตามหาศาลล้อมรอบศิวะลึงค์ถึง 1 ,000 ดวงตา เพื่อจะได้สามารถมองเห็นได้เด่นชัด ในทุกทิศทุกทาง โดยดวงพระทัย และ ดวงพระวิญญาณ ขององค์พระศิวะ จะสถิตอยู่ด้วย เพื่อคุ้มครอง และอวยพร ให้กับผู้ที่สักการะบูชาศิวลึงค์นั้น

เมื่อได้ทรงแล่นถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์มา ในขณะที่กำลัง เกิดความกริ้ว และความอัปยศเป็นที่สุดนั้น ถ้อยคำอันศักดิ์สิทธิ์ จึงได้บังเกิดสัมฤทธิ์ผลเป็นจริง นับจากนั้นไม่ว่าจะเป็นบรรดามนุษย์ ดาบส ฤาษี หรือแม้แต่ทวยเทพ บนสรวงสวรรค์ ชั้นต่าง ๆ เอง ก็ยังนิยมสักการะบูชา ศิวลึงค์หรือรูปเคารพที่เป็นอวัยวะเพศชาย อันเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของพระศิวะ

เรื่องราวการกำเนิดศิวลึงค์ในบางคัมภีร์นั้น ก็กล่าวแตกต่างออกไปโดยเล่าว่า พระศิวะนั้นค่อยข้างจะมีพระอารมณ์ทางราคะค่อยข้างสูง และโปรดที่จะเสพสังวาสกับพระแม่อุมาอัครมเหสี และ พระชายาองค์อื่นอีกในทุกวี่วันเลยทีเดียว จนเป็นที่รู้กันทั่วไปในเหล่าเทพเทวะทั้งปวง ดังนั้นบรรดาศิษยานุศิษย์ หรือผู้ที่ศรัทธา ในองค์พระศิวะมหาเทพไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือทวยเทพ ที่เคารพเลื่อมใสองค์พระศิวะ จึงได้คิดประดิษฐ์ วัตถุบูชาขึ้นมา โดยหวังให้เป็นสัญลักษณ์ แทนองค์พระศิวะ การสรรค์สร้างรูปอวัยวะเพศ หรือ ศิวลึงค์ จึงได้ถือกำเนิดขึ้นมา ซึ่งผู้ที่เชื่อกันว่าน่าจะเป็นคนแรกที่คิดประดิษฐ์รูปเคารพศิวลึงค์นี้ เป็นนักบวชฮินดู ที่หลังจากได้สร้างรูปศิวลึงค์แล้วทำพิธีกราบไหว้บูชาเป็นประจำ ได้พบความสุข ความสำเร็จ และความรุ่งเรื่องในชีวิตมาก บรรดาศิษยานุศิษย์ หรือชาวบ้านทั่วไป จึงได้เริ่มทำรูปเคารพ เป็นรูปศิวลึงค์กันบ้าง และก็ทำการสักการะบูชากันเป็นที่กว้างขวางแพร่หลาย จนเกิดเป็นลัทธิการบูชาศิวลึงค์ขึ้นจริงจังในยุคต่อ ๆ มา

กำเนิดของศิวลึงค์ ตำนานการเกิดศิวลึงค์ในทางศาสนาสากลได้กล่าวไว้ว่า ในครั้งหนึ่ง เจ้าแม่กาลี ซึ่งเป็น อีกภาคหนึ่งของ พระแม่อุมามหาเทวีอัครมเหสี ของ องค์พระศิวะมหาเทพนั้น ได้บังเกิดความกริ้ว ในเรื่องใด เรื่องหนึ่ง ซึ่งทรงบังเกิดความไม่พอใจอย่างมาก จนกระทั่งได้เกิดโรคระบาดในหมู่บ้าน ทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย ล้มตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งบรรดาชาวบ้านชาวเมืองได้เชื่อกันว่า ภัยพิบัติครั้งนั้นเกิดขึ้นจากความกริ้ว ของเจ้าแม่กาลี เป็นแน่ ดังนั้นพวกพราหมณ์จึงได้ปรึกษาหารือกันแล้ว มีมติให้นำดินมาปั้นเป็นรูปอวัยวะเพศของพระศิวะ เพื่อถวายให้กับเจ้าแม่กาลี ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่า พระแม่อุมาในภาคนี้นั้นค่อนข้างจะดุดันมิใช่น้อย การปั้นเป็น รูปอวัยวะเพศ ให้เป็นเสมือนสัญลักษณ์ตัวแทนของพระศิวะ แล้วนำไปถวาย เพื่อบูชาเจ้าแม่กาลีนั้นจึงน่าจะทำให้เจ้าแม่เกิดความพอใจ และระงับความกริ้วลงได้ ซึ่งปรากฏว่าเมื่อพวกพราหมณ์ได้นำเอาศิวลึงค์ ไปบูชายังเทวลัย หรือศาลที่มีรูปเคารพของเจ้าแม่กาลีประดิษฐานอยู่ และได้มีการสวดมนต์ สรรเสริญบูชา ถวายเครื่องบวงสรวงสังเวยต่าง ๆ พร้อมกับรูปศิวลึงค์นั้น ปรากฏว่าเมื่อเสร็จสิ้นการบวงสรวงบูชาในพิธีกรรมนั้น บรรดาชาวบ้าน ชาวเมืองก็ได้รอดพ้นจากโรคระบาด ที่ทำให้ป่วยไข้และล้มตายกันไปอย่างน่าอัศจรรย์ และหลังจากนั้นไม่นาน โรคระบาดก็ได้หายไปไม่เกิดขึ้นอีก จึงทำให้ได้มีการสร้างรูปศิวลึงค์กันอย่างแพร่หลาย และได้มีการประกอบพิธีกรรม บูชาศิวลึงค์นั้น ควบคู่ไปกับการสักการะบูชาเจ้าแม่กาลีด้วย นี่เป็นตำนาน การเกิดศิวลึงค์อีกตำนานหนึ่ง ซึ่งยังได้ระบุว่า การที่พ่อแม่นำศิวลึงค์ขนาดเล็ก ๆ ผูกไว้กับเชือก แล้วผูกรอบเอว ของเด็ก ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าแม่กาลี ทำร้ายเด็กได้ เด็กที่ผูกศิวลึงค์ไว้ป้องกันตัว ก็จะแข็งแรงไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งก็เป็นความเชื่อหนึ่งที่ยังมีให้เห็นในปัจจุบันนี้ และแม้แต่ในเมืองไทยเราก็มีปรากฏให้เห็นถึงความเชื่อนี้ด้วยเช่นกัน แต่เราจะเรียกศิวลึงค์นั้นว่า “ปลัดขิก”

ในเทวลัยบางแห่งนั้น นอกจากรูปศิวลึงค์ที่สร้างเป็นรูปแท่งอวัยวะเพศชาย จากหินบ้าง จากดินบ้างหรือจากไม้แกะสลักบ้างแล้วนั้น ในบางแห่ง จะปรากฏว่าฐานของศิวลึงค์ จะมีแท่นรองรับอีกแท่นหนึ่ง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสัญลักษณ์แทนอวัยวะเพศหญิง เรียกกันว่า “โยนี” นั่นเอง การที่ได้คิดสร้างโยนี เป็นแท่นรองรับศิวะลึงค์นั้น ก็เพื่อให้เป็นเสมือนสัญลักษณ์แทนองค์พระแม่อุมา ที่เป็น อัครมเหสี ขององค์พระศิวะมหาเทพนั่นเอง และในความหมายอันลึกซึ่งกว่านั้น ตามคติพราหมณ์ได้เชื่อกันว่า ทั้งโยนี และศิวลึงค์ ซึ่งเป็นอวัยวะเพศหญิง และอวัยวะเพศชายนั้น ก็เปรียบเสมือนสิ่งของที่จะต้องคู่กัน และมีพลังที่จะส่งเสริมกันให้มีอำนาจและมีพลังยิ่งใหญ่โดยแท้ เสมือนกับผู้หญิง ที่มักจะเป็นแรงเสริม คอยผลักดัน ให้ผู้ชายได้มีอำนาจมีความยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง อันเป็นสิ่งที่จะต้องคู่กัน และเสริมกันให้เกิดความสมบูรณ์ อย่างแท้จริง

ในการดำเนินชีวิตของมนุษยชาติ การบูชาศิวลึงค์ ในอินเดียตอนใต้ จะมีการประกอบพิธีสักการะบูชาศิวลึงค์กันอย่างจริงจัง โดยจัดทำกันในเมืองที่อยู่บนยอดเขา โดยจัดเป็นประจำทุกปี เรียกกันว่าเทศกาล บูชาศิวลึงค์โยนี (KAETIKAI และ SATURNALIT) เทศกาลทั้ง 2 นี้ จะทำพิธีกัน ค่อนข้างใหญ่โตเป็นพิเศษ มีงานเฉลิมฉลองกันอย่างครึกครื้นสนุกสนาน เครื่องบวงสรวงที่ใช้ในพิธีกรรมนี้ ก็ประกอบด้วยน้ำนมสด และพวงมาลัยดอกไม้สดเป็นพิเศษ นอกจากนั้น ก็ยังมีเครื่องประกอบพิธีดังนี้

  • ดอกไม้เหลือง
  • ดอกไม้แดง
  • ข้าวตอก
  • ใบมะตูม
  • หญ้าคา
  • มูลโค
  • มะพร้าวอ่อน
  • เมล็ดธัญพืชต่าง ๆ เช่น ข้าวโพดแห้ง เมล็ดข้าวแห้ง
  • ธูปหอม และ เทียนหอม

ในเทศกาลนี้จะมีการตั้ง รูปศิวลึงค์อยู่ ณ เทวสถานกลางเมือง เมื่อมีการเฉลิมฉลอง และ ถวายเครื่องบวงสรวงบูชา เรียบร้อยแล้ว จะมีการสวดมนต์สรรเสริญบูชาพระศิวะ และ ศิวลึงค์ด้วย การจัดเทศกาล เพื่อสักการะบูชาศิวลึงค์ ด้วยความเคารพ เลื่อมใสศรัทธาอย่างสูงนี้ บรรดาชาวบ้าน ชาวเมือง นิยมกระทำพิธีเพื่อขอพรให้เกิดความสุข และความสำเร็จในชีวิต โดยเฉพาะความอุดมสมบูรณ์ในการกระทำพืชไร่ ซึ่งสังคมของชาวอินเดียตอนใต้นั้น นิยมทำอาชีพเกษตรกรรมกันเป็นส่วนใหญ่ มีการปลูกพืชไร่กันทั่วไป ดังนั้นการขอให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ แก่การเพาะปลูกที่กระทำอยู่นั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

พระศิวะ กับ ศิวลึงค์
พระศิวะ กับ ศิวลึงค์

การประกอบพิธีเพื่อบูชาศิวลึงค์นอกจากที่ในอินเดียตอนใต้นี้แล้ว ทุกหนทุกแห่งทั่วไป ก็จะมีลักษณะการบูชาที่คล้ายคลึงกันซึ่งเป็นในส่วนของการเทน้ำนมสด ราดลงไปในศิวลึงค์ โดยความบริสุทธิ์ ของน้ำนมนั้นเปรียบเสมือนการให้กำเนิด ผลผลิตอันอุดมสมบูรณ์นั่นเอง แต่ก็มีบางแห่ง ที่นอกจากจะใช้นมสดราดรดบนศิวลึงค์แล้ว ยังนิยมใช้ฝุ่นสีแดงมาแต้มทาที่ยอดปลายของศิวลึงค์ เพื่อแทนความหมายของการกำเนิดใหม่แห่งชีวิตใหม่นั่นเอง ในการสักการะบูชาศิวลึงค์นั้น ยังมีความเชื่ออีกว่าหากบวงสรวงศิวลึงค์ด้วยวัสดุในแต่ละชนิด ก็จะได้รับพรที่องค์พระศิวะมหาเทพจะประทานให้แตกต่างกันออกไป ดังเช่น

  • หากนำมูลโคมาสร้างสรรค์ปั้นแต่งเป็นศิวลึงค์ แล้วทำการบวงสรวงบูชาเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้บุคคลผู้นั้น มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงตลอดชีวิต มีอายุยืนไม่เป็นโรคภัยไข้เจ็บใด ๆ เลย
  • หากนำเอาดินจากบริเวณริมแม่น้ำ มาสร้างสรรค์บรรจงปั้นเป็นศิวลึงค์ แล้วบวงสรวงบูชาด้วยความเคารพเสมอไป ก็จะทำให้บุคคลผู้นั้น เกิดความร่ำรวยมั่งคั่ง มีทรัพย์สินเป็นที่ดินมหาศาลเลยทีเดียว
  • หากนำเอาเมล็ดข้าวทั้งดิบและสุก มาสร้างสรรค์บรรจงประดิษฐ์เป็นศิวลึงค์แล้วทำการสักการะบูชา จะทำให้บุคคลนั้นหรือครอบครัวนั้น มีความสมบูรณ์ มีข้าวปลาอาหารการกินโดยบริบูรณ์ หรือทำกิจการค้าขายเกี่ยวกับอาหาร ก็จะมั่งคั่ง ร่ำรวย และรุ่งเรือง เป็นแน่แท้
  • หากนำเอาทองคำบริสุทธิ์มาสร้างสรรค์ ปั้นประดิษฐ์เป็นศิวลึงค์ แล้วทำการบวงสรวง บูชาเสมอไป ก็จะทำให้บุคคลนั้น มีความมั่นคง ร่ำรวยในระดับเศรษฐีตลอดชีวิต
  • หากนำไม้จันทร์ มาสร้างเป็นศิวลึงค์แล้วบูชา ก็จะทำให้ผู้นั้นมีความสุขสันต์หรรษามิสร่างคลาย
  • หากนำเมล็ดรุทรรากษ์ สร้างเป็นศิวลึงค์แล้วบูชา ก็จะทำให้ผุ้นั้น มีความรอบ รู้ศิลปวิทยาการทั้งปวง

ในคัมภีร์อินเดียโบราณนั้น กล่าวไว้ว่าศิวลึงค์นั้น มีชื่อเรียก แตกต่าง กันออกไป ขึ้นอยู่กับวัสดุที่สร้าง ลึงค์แบ่งตามหลักของนักปราชญ์อินเดียโบราณได้เป็น 2 ลักษณะ คือ จลลิงค คือ ลึงค์ที่เคลื่อนไหวได้หรือสั่นไหวได้ อจลลิงค คือลึงค์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้ ลึงค์ที่ทำจากแก้ว เรียกว่า รัตนชะ ลึงค์ที่ทำจาก หิน เรียกว่า ไศละชะ ลึงค์ที่ทำจาก ดิน เรียกว่ามรินมยะ ลึงค์ที่ทำจาก ไม้ เรียกว่า มารุชะ ลึงค์ที่ทำจาก โลหะ เรียกว่า โลหชะ และลึงค์ที่ทำขึ้นเฉพาะกิจ ตามวาระโอกาสต่างๆเรียกว่า กษณิกลิงค์

Post Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.