ศาสนาและความเชื่อ

พระอิศวร ( พระศิวะ ) มหาเทพแห่งการทำลาย ตอนที่ 2

พระอิศวร ( พระศิวะ ) มหาเทพแห่งการทำลาย
พระอิศวร ( พระศิวะ ) มหาเทพแห่งการทำลาย

อาวุธของพระอิศวร (ศิวะ)

อาวุธในปางต่าง ๆ ที่มีอยู่มากมายหลายสิบปางนั้น มักจะปรากฏพระกรแต่ละข้างของพระศิวะนั้น ทรงถืออาวุธที่แตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่ อาวุธที่ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของพระองค์นั้น คือ คทา นอกจากนั้น อาวุธของพระศิวะ ก็คือ บัณเฑาะว์ พระสังข์ บ่วงบาศ เปลวเพลิง พระขรรค์

พาหนะของพระอิศวร (ศิวะ)

โคที่มีนามว่า อุศุภราช คือ โคเผือก ที่เป็นพาหนะประจำขององค์พระศิวะ โคอุศุภราชนี้บางครั้งก็มีชื่อเรียกกันไปอีกว่า โคนนทิราช ซึ่งมีกำเนิดที่ไม่ธรรมดา คือ โคนี้ไม่ได้ถือกำเนิดมาจาก พ่อโค แม่โค เหมือนกับโคอื่น ๆ แต่ทว่ากำเนิดจากมหาเทพเลยทีเดียว เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า ในการกวน เกษียรสมุทร ครั้งยิ่งใหญ่ ของทวยเทพ ทั้งปวงนั้น ก็ได้มีสิ่งวิเศษเกิดขึ้นมากมายหลายสิ่งด้วยกัน และ นางโคสุรภีก็เป็นของของวิเศษอีกสิ่งหนึ่ง ที่ได้จุติขึ้นมาจากการกวนเกษียรสมุทรครั้งนั้น พระกัศยปะนั้นก็มีความต้องการที่จะได้นางโคสุรภี เอาไว้เป็นพาหนะประจำองค์พระศิวะ แต่ทรงติดอยู่เล็กน้อยที่ว่านางโคสุรภีนั้นเป็นโคเพศเมีย หากนำมาเป็นพาหนะประจำองค์นั้น ก็ทรงอยากจะได้โคเพศผู้เสียมากกว่า ดังนั้นพระกัศยปะ จึงได้นิรมิตกายเป็นพ่อโคตัวผู้แล้วก็ไปผสมพันธุ์สมสู่ กับ นางโคสุรภี จนกระทั่ง แม่โคตั้งครรภ์และให้กำเนิดลูกออกมา เป็นโคเพศผู้สีขาวบริสุทธิ์ และมีลักษณะดี ตรงตามตำราเป็นพิเศษ พระกัศยปะจึงได้ประทานนามให้กับโคเผือก ที่เป็นโอรสนั้นว่า นนทิ หรือ นันทิ และ ได้ถวายให้เป็นพาหนะ ประจำองค์พระศิวะ คอยติดตามรับใช้ พระศิวะมหาเทพสืบต่อมา

แต่ในบางคัมภีร์นั้น ก็กล่าวถึงประวัติการกำเนิด ของโคนนทิราชนี้แตกต่างออกไปด้วย กล่าวว่าแต่เดิมนั้นโคนนทิราช หรือ โคอุศุภราชนี้เป็น เทพบุตรองค์หนึ่งบนสรวงสวรรค์ชั้นฟ้า ซึ่งเทพบุตรองค์นี้ก็มีนามว่า นนทิ มีหน้าที่เป็นเทพที่คอยคุ้มครอง ดูแลบรรดาสัตว์สี่เท้าทั้งปวง ที่อาศัยอยู่ ในป่าใกล้ๆ กับเขาไกรลาส และ เทพนนทิ ก็มักจะนิรมิตองค์เองให้กลายเป็นโคเผือก เพื่อให้พระศิวะได้เสด็จประทับไปยังแห่งหนต่าง ๆ จนเป็นเสมือนพาหนะประจำพระองค์ไปโดยปริยาย ซึ่งในคัมภีร์โบราณนั้นยังบันทึกไว้ด้วยว่า เทพบุตรนนทิองค์นี้ ไม่ได้เป็นคู่เทพที่จะมาแปลงกายเป็นโค ให้พระศิวะได้เสด็จประทับเป็นพาหนะเท่านั้น แต่พระนนทิ ก็ยังเป็นหัวหน้าแห่งเทพบริวารทั้งหลายทั้งปวง ของเทพพระศิวะอีกด้วย

บางคัมภีร์กล่าวว่า พระนนทิ นอกจากจะเป็นเทพผู้ครองสัตว์สี่เท้าทั้งมวลแล้ว ยังเป็นเทพที่เป็นนักดนตรีอีกด้วย ยังปรากฏว่าได้เคยร่วมนาฏกรรมรำฟ้อน กับ องค์พระศิวะบ่อย ๆ โดยรับหน้าที่ ตีตะโพน คอยให้จังหวะ ในขณะที่องค์พระศิวะ ร่ายรำระบำฟ้อน ในวโรกาสสำคัญ ๆ ต่าง ๆ  มวลมนุษย์ที่บวงสรวงบูชา พระศิวะนั้นจึงได้นิยมบวงสรวงบูชาโคนนทิด้วย โดยยกย่องให้เป็นโคพิเศษ เป็นโคศักดิ์สิทธิ์ ที่เปรียบเสมือนกับเป็นสัญลักษณ์แห่งพระศิวะมหาเทพ ดังนั้นการที่ชาวฮินดู ไม่นิยมฆ่าวัวก็เป็นเพราะเคารพยกย่อง และบูชาโคนนทิ ซึ่งเป็นโคศักดิ์สิทธิ์สำหรับมวลมนุษย์นั่นเอง ตามเทวลัยหลาย ๆ แห่ง ของลัทธิไศวนิกาย ก็จะปรากฏว่ามีการสร้างรูปเคารพของวัวนนทิ ไว้ให้ชาวบ้านชาวเมืองได้มาสักการะบูชาด้วย

ที่ประทับของพระอิศวร (ศิวะ)

ที่ประทับพระศิวะนั้น ทรงประทับอยู่บนยอดเขาไกรลาส เปรียบเสมือนเป็นวิมานของพระองค์ ตามคัมภีร์นั้นได้บันทึกไว้ว่า พระศิวะ เสด็จมาเยือนมนุษย์โลกหนึ่งครั้งเท่านั้นในแต่ละปี วันที่จะเสด็จลงมาจากยอดเขาไกรลาสนั้นคือวันขึ้น 7 ค่ำ เดือนยี่ และ พอถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือนยี่ ก็จะเสด็จกลับสู่ยอดเขาไกรลาส ซึ่งเป็นที่ประทับของพระองค์

พระมเหสีของพระอิศวร (ศิวะ)

พระศิวะ ทรงมีเอกอัครมเหสี คือ พระแม่อุมามหาเทวี หรือ ชาวฮินดู นิยมเรียกกันว่า พระนางปาราวตี ซึ่ง เป็นอิตถีเทพ ที่งดงามเป็นยิ่งนัก และ ยังเป็นเทพเทวี ที่มีผู้คนนิยมบวงสรวงบูชามากมายกว่าเทพนารีองค์อื่นองค์ใด พระแม่ปราวตี หรือ พระแม่อุมามหาเทวีนั้นเป็นมเหสีคู่พระทัยของพระศิวะ ซึ่งปรากฏอยู่ในทุกคัมภีร์ทุกตำราเลยทีเดียว ด้วยเพราะพระศิวะนั้นไม่ปรากฏว่ามีพระชายามากเหมือนมหาเทพองค์อื่น ๆ

พระศิวะ มีเพียง พระคงคา และ พระนางสนธยา เท่านั้น ที่เป็นพระชายาคู่บารมีอีก 2 พระนาง

พระแม่คงคานั้น แต่เดิม ก็เป็นพระชายาองค์รอง ๆ ของพระนารายณ์ หรือ พระวิษณุ ซึ่งเมื่อได้มีเรื่องราวขัดแย้งบาดหมางกัน ระหว่างบรรดา พระชายาพระวิษณุ จนก่อเหตุให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญใจ พระวิษณุ จึงได้นำ พระแม่คงคามาถวายให้เป็นพระชายาของพระศิวะ และ พระแม่คงคา นั้นโดยแท้จริงแล้วเป็นพระพี่นางของพระแม่อุมาอัครมเหสี ของพระศิวะอีกด้วย

ส่วนพระนางสนธยานั้นเป็นธิดาของพระพรหม มหาเทพอีกพระองค์หนึ่ง ซึ่งมีความผิด จนเป็นเหตุให้พระพรหมผู้เป็นบิดาทรงกริ้วนัก และปรารถนาที่จะลงโทษพระธิดาสนธยาอย่างหนัก ซึ่งพระธิดาก็เกรงกลัวที่จะถูกลงโทษทัณฑ์ จึงได้แปลงกายเป็นนางเนื้อหลบลี้หนีพระบิดาไปเสีย พระพรหมเองก็ไม่ยอมลดละ ด้วยความกริ้ว ถึงกับนิรมิตองค์เป็นกวางตามนางเนื้อไปในทันที พระศิวะได้ทรงบังเอิญมาพบเห็นเข้า ก็จึงได้มีความเห็นใจพระธิดาสนธยา ครั้นจะห้ามปรามพระพรหมผู้เป็นบิดา ก็ดูจะกระไรอยู่ จึงได้ยับยั้งความกริ้วของพระพรหมในครั้งนั้น ด้วยการแผลงศรไปถูกเศียรกวางขาดกระเด็น เมื่อพระพรหมกลับคืนมาสู่ร่างเดิมก็จึงได้คลายความโกรธ และ พระศิวะก็ได้พูดคุยกับพระพรหมให้ยกโทษให้กับพระธิดา และ การขออภัยโทษ แก่พระนางสนธยานั้น คงจะไม่เป็นการสำเร็จโดยง่าย พระศิวะจึงได้ใช้วิธีทูลขอพระนางสนธยา มาเป็นพระชายา ด้วยความเกรงอกเกรงใจกัน พระพรหมจึงได้ยินดียกพระธิดาให้ไปเป็นพระชายาของพระศิวะ ด้วยเหตุนี้เอง ที่พระนางสนธยาจึงไม่ต้องถูกพระบิดาลงโทษ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า การที่มีพระชายาเพิ่มขึ้นมานั้นไม่ได้เป็นเพราะ พระศิวะ ออกไปแสวงหาด้วยความมากรักหลายใจแต่อย่างใด

พระศิวะ

พระโอรสของพระอิศวร (ศิวะ)

พระศิวะ ทรงเป็นพระบิดาของ พระพิฆเนศวร และ พระขันทกุมาร พระโอรส 2 พระองค์นี้ประสูติจาก พระนางปาราวตี หรือ พระแม่อุมา อัครมเหสีคู่บารมี ซึ่งก็ไม่ปรากฏว่าพระศิวะจะทรงมีโอรสธิดากับพระชายาอื่น ๆ อีกหรือไม่ พระโอรส 2 พระองค์ของพระศิวะนั้น ก็ไม่ใช่เทพธรรมดา ๆ แต่ทว่ามีความสำคัญ ต่อสวรรค์ และ โลก มิใช่น้อย

พระพิฆเนศวรทรงเป็นมหาเทพที่มีเศียรเป็นช้างมีงาเดียว บรรดาพวกศิลปินทั้งหลาย ล้วนนับถือบูชาพระพิฆเนศวรกันเป็นที่แพร่หลาย จนถึงในปัจจุบัน และ กว้างขวางไปทั่วโลกด้วย แม้แต่ในบ้านเราก็สักการะบูชาพระพิฆเนศวรกันมิใช่น้อย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ ทรงเปี่ยมพระอัจฉริยภาพทางศิลปการประพันธ์ ก็ยังทรงนับถือพระพิฆเนศวร ได้ทรงโปรดให้สร้างเทวาลัยพระคเณศ ณ ศูนย์กลาง ของพระราชวังสนามจันทร์ สำหรับบวงสรวงบูชาให้เป็นสิริมงคล และเป็นเสมือนศาลเทพารักษ์แห่งพระราชวังสนามจันทร์ด้วย

ส่วนพระขันทกุมารนั้นทรงเป็นเทพแห่งสงครามมีรูปลักษณ์เป็น เทพที่งามสง่า แฝงไว้ด้วยความห้าวหาญชาญชัย ในลักษณะของนักรบ ชาวอินเดียจะสักการะบูชาพระขันทกุมาร ในช่วงเดือน 5 ขึ้น 6 ค่ำ ซึ่งเรียกกันว่า “พิธีกรรตติเกยะ” อันเป็นพิธีกรรม ที่มีเพียงแต่บวงสรวงบูชา เพราะการบูชา พระขันทกุมารนี้ จะมีการละเล่นเป็นเกมกีฬา และกรีฑาหลากหลายประเภทที่จะมุ่งเน้นการแข่งขัน ที่แสดงความแข็งแรง และเชี่ยวชาญ ทางอาวุธ เช่น การยิงธนู เป็นต้น

สำหรับพระธิดานั้น บางคัมภีร์บันทึกว่า พระศิวะไม่ได้ทรงมีลูกสาวเลยแม้แต่องค์เดียว แต่บางคัมภีร์ระบุว่า พระศิวะ มีลูกสาวองค์เดียวคือ พระนางมาริษา หรือ มนสาเทวี อิตถีเทพ ผู้เป็นที่กล่าวขวัญกันว่างดงามเป็นยิ่งนัก แต่ทว่าในคัมภีร์ก็ไม่ได้กล่าวว่า พระธิดาองค์นี้ประสูติจากพระมเหสีองค์ใดของพระศิวะ เพราะมิได้ปรากฏหลักฐานอันใด จึงมีการสันนิษฐานกันว่าอาจจุติมาจากการที่พระศิวะ ทรงนิรมิตเสกสรรขึ้นมาเองก็เป็นได้ และไม่มีทางที่พระนางมาริษา จะเป็นธิดาของพระศิวะที่ประสูติจากพระนางปาราวตี หรือ พระแม่อุมา เพราะมีเรื่องร่ำลือกันว่า พระนางมาริษา ไม่ค่อยถูกชะตา กับพระอัครมเหสี ของผู้เป็นพระบิดาเท่าใดนัก พระนางมาริษา กับ พระนางปาราวตี มีเรื่องขัดแย้งกันบ่อย ๆ จนฝ่ายอ่อนเยาว์กว่า ได้ตัดสินใจ เสด็จลงมาประทับบนโลก และสถิตย์อยู่ในฐานะเทพนารีที่ประทานพรต่อมนุษย์ จึงมีผู้คนนิยมสักการะบูชากันไม่น้อย ในเวลาต่อมา ในบางคัมภีร์ก็ยังระบุว่า พระศิวะมีลูกสาวอีกองค์หนึ่งคือ พระนางเนตาเทวี และ ก็มิได้บ่งบอกไว้เช่นกันว่า พระมารดาของพระนางเนตาเทวี คือใครกันแน่ แต่ถึงอย่างไร เรื่องราวของ พระนางเนตาเทวี ก็มิค่อยปรากฏบทบาทใด ๆ มากนัก ในแวดวงเทพเทวะ

พระศิวะ
พระศิวะ

โดยทั่วไปมักจะมีความเชื่อกันแต่เพียงว่า พระศิวะทรงมีพระโอรสเพียง 2 พระองค์เท่านั้น คือ พระพิฆเนศวร กับ พระขันทกุมาร นั่นเอง พระศิวะนั้นเรียกอีกพระนามหนึ่ง คือ พระอิศวร ในคัมภีร์วิษณุปุราณะ บันทึกไว้ว่า พระอิศวร เกิดขึ้นมาจากที่ พระนลาฏ หรือ หน้าผากของพระพรหม ในขณะที่พระพรหมกำลังบำเพ็ญตบะจนแก่กล้า และ มีพระเสโทไหลซึมที่พระนลาฏ แต่บางคัมภีร์ก็ได้บันทึกไว้ว่า ขณะที่พระพรหมบำเพ็ญตบะจนถึงกาล อันแก่กล้าแล้วนั้น ได้ใช้เปลือกไม้ขูดที่พระขนงจนพระฉวีถลอก และมีโลหิตหยดหนึ่งหยดลงบนกองไฟ ทำให้บังเกิดเป็นองค์เทพบุตร ซึ่งพระพรหม ได้ขนานนามว่ารุทร หรือ พระศิวะ หรือ พระอิศวรนั่นเอง แต่บางตำรา ก็กล่าวว่า นางสุรภี ชายาองค์หนึ่งของพระกัศยปะเทพแห่งบิดรนั้น ได้เป็นผู้ประสูติ พระศิวะ ซึ่งเมื่อพระศิวะได้กำเนิดเกิดขึ้นมาแล้วนั้น ก็เอาแต่ร่ำไห้เป็นการใหญ่จึงได้รับขนานพระนามว่ารุทร ซึ่งหมายถึงการร่ำไห้นั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม ในคัมภีร์ต่าง ๆ ล้วนกล่าวไว้ว่า พระศิวะเป็นเทพที่มีอิทธิฤิทธิ์ปาฏิหาริย์มากมายสูงส่ง เหนือเทพเทวะใดๆ พระศิวะนั้น นอกจากจะเป็นเจ้าผู้เป็นใหญ่ หรือเป็นเทวบดีแห่งสรวงสวรรค์ทั้งปวงแล้ว ยังเป็นเทพแห่งการสร้าง และการทำลายอีกด้วย ซึ่งมีสถานะอยู่เหนือการพิธียัญกรรมทั้งปวงใดๆ ในคัมภีร์รามายณะ และ มหาภารตะนั้นกล่าวว่า พระศิวะ เกิดขึ้นจากการนิรมิตของ พระเวท และ พระธรรม ที่ประสงค์จะนิรมิต เทพบุตร เพื่อเป็นใหญ่ขึ้นมาทำการสร้างโลก และ คุ้มครองปกปัก รักษาดูแลโลกทั้งสาม พระศิวะ จึงมีฤทธิ์ และ ปาฏิหาริย์สูงมาก

พระอิศวร หรือพระศิวะเทพ มหาเทพแห่งการทำลาย และธรรมปัญญา พระศิวะยังมีนามอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนามพระอิศวร ซึ่งเป็นที่กล่าวกันอยู่ในคัมภีร์ทั่วๆไปแล้ว ยังมีพระนามในความหมายต่าง ๆ อีกดังนี้ พระวิศวนาถ, พระจันทรเศขร, พระอโฆระ, พระนิลกัณฐ์, พระภาละ, พระคงคาธร, พระไภรพ, พระคีรีศะ, พระตรีโลกจนา และ พระมฤตยูนชัย

พระนามเด่นของพระอิศวร (ศิวะ)

นาม “พระศิวะ” นั้นมีความหมายถึง ความกรุณา หรือ การชุบให้สะอาดใหม่ พระองค์มีพระนามมากมาย แต่ที่เด่นๆ มีความหมายที่ชัดเจนก็มีดังนี้

1.พระอิศวร หมายถึง ผู้เป็นใหญ่
2.มหาเทวะ หมายถึง มหาเทพผู้ที่มีความยิ่งใหญ่และเป็นใหญ่เหนือเทพอื่นใด
3.จันทรเศขร หมายถึงผู้ที่มีรูปพระจันทร์เสี้ยวปรากฏอยู่บนหน้าผาก หรือมีปิ่นปักผมเป็น พระจันทร์
4.หริหระ หมายถึง ผู้นำไป
5.ภวะ หมายถึง ทรงเป็นเอง ทรงเกิดเอง
6.สยมภูหรือสวยมภู หมายถึง กำเนิดขึ้นเอง
7.ปรเมศวร์หรือมเหศวร หมายถึง ผู้ที่เป็นใหญ่ที่สุด
8.ศาทศิวะ หมายถึง พระศิวะผู้มีภารกิจอันใหญ่ยิ่ง
9.อโฆระ หมายถึง เทพผู้มีความหน้าเกรงขาม
10.อุคระวิศวนาถ หมายถึง เทพผู้เป็นที่พึ่งแห่งโลก
11.อันธการิ หมายถึง ผู้เป็นศัตรูของพระอันธก (โอรสของพระกัศยปะและพระแม่ทิติ)
12.ภูเบศวร์ หมายถึง ผู้ที่เป็นใหญ่ในหมู่ภูติทั้งมวล
13.รุทร หมายถึง ร้องไห้
14.ปัญจานนะ หมายถึง ผู้ที่มีใบหน้า 5 ใบหน้า
15.มหากาฬ หมายถึง ผู้ที่มีอยู่เหนือเวลาและความตาย
16.ตรีโลจนะ หมายถึง ผู้ที่มีดวงตาที่ 3
17.อิสาน หมายถึงผู้ปกครอง
18.ทิคัมพร หมายถึง ผู้ที่นุ่งห่มสีฟ้า
19.มฤตุญชัย หมายถึง ผู้ที่มีชัยชนะเหนือความตาย
20.คังคธร หมายถึง ผู้ที่ทรงไว้ซึ่งคงคาในเกศา
21.ภาควัต หมายถึง พระผู้เป็นเจ้า
22.คิริษะ หมายถึง ผู้เป็นเจ้าแห่งเขา
23.สถานุ หมายถึง ผู้ที่มีความตั้งมั่น
24.สมรหระ หมายถึง ผู้สังหารกามา
25.ศรีกัณฐะ หมายถึง ผู้ที่มีลำคองาม
26.ซางการิ นามนี้ไม่ปรากฏความหมาย แต่เป็นพระนามของพระศิวะ ที่ชาวอินเดียส่วนใหญ่ นิยมเรียกขานกัน โดยแพร่หลาย

วิถีโยคี

พระศิวะเป็นที่ทราบกันดีว่า พระศิวะทรงเป็นมหาเทพที่มีผู้นิยมสักการะบูชามากที่สุดองค์หนึ่ง นอกจากจะสามารถบูชาพระองค์ได้ในค่ำคืนอันศักดิ์สิทธิ์ 4 ลักษณะ (คือ นิตยศิวาราตรี -มาสศิวาราตรี-มาฆาศิวาราตรี และ มหาศิวาราตรี) แล้วนั้น ชาวฮินดูที่นับถือพระศิวะก็ยังนิยมบูชาพระองค์ในทุก ๆ เดือน โดยยึดเอาวันจันทร์เป็นหลัก เหตุที่ต้องยึดวันจันทร์ ก็เพราะว่าพระจันทร์นั้น เป็นสัญลักษณ์ประดับพระเมาลีของพระศิวะ บางกลุ่มถือเอาคืนวันจันทร์ข้างแรม เป็นสำคัญ และบางกลุ่ม ก็ถือเอาคืนพระจันทร์วันเพ็ญ ของแต่ละเดือน เป็นวันสักการะบูชามหาเทพ ในเทศกาลบูชาพระศิวะ จะมีการก่อกองไฟ ตกแต่งศิวลึงค์ด้วยมาลัย ดอกไม้ และ ประพรมศิวลึงค์ ด้วยน้ำนมสดบ้าง น้ำศักดิ์สิทธิ์จากแม่น้ำคงคา เครื่องสักการะบูชาก็มีมากมายทั้ง เนย นม ผลมะตูม ใบมะตูม และ เครื่องหอมต่าง ๆ หลังจากสวดมนต์ และทำพิธีการจนเสร็จสิ้นแล้ว บรรดาชาวบ้าน ก็นิยมนำเครื่องสักการะบูชากลับไปที่บ้าน เพื่อให้เกิดสิริมงคลโดยสมบูรณ์ ผู้ที่บูชาพระศิวะนั้นเชื่อกันว่า หากหมั่นบูชาพระองค์อย่างสม่ำเสมอ และตั้งตนอยู่ในความดี เมื่อขอพรใด พระองค์ก็จะประทานให้พรนั้นสัมฤทธิ์ผล จึงนอกจากจะมีพวกชาวบ้านทั่วไป นิยมสักการะบูชาพระองค์ตามธรรมเนียมพิธีโดยปกติแล้ว ก็ยังมีอีกบางกลุ่มที่มุ่งมั่นบูชาพระองค์ ในลักษณะของการประพฤติตนเป็นโยคี บำเพ็ญภาวนาในท่วงท่าลีลาต่าง ๆ เพื่อถวายเป็นสักการะแด่พระศิวะ พวกโยคีนั้นมีมากมายหลายประเภท แต่มีหลักการหนึ่งที่ไม่แตกต่างกัน ก็คือ การมุ่งแสวงหาทางละกิเลส ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ บางพวกเชื่อว่าการทรมานตนในท่วงท่าต่างๆ นั้น คือการทำให้ร่างกาย และเนื้อหนังมังสาไร้ความรู้สึกใดๆ จิตใจจะได้มีพลังแรงกล้า และสามารถสัมผัสกับองค์พระศิวะได้ โยคีส่วนใหญ่ปฏิบัติในลักษณะการทรมานตนอย่างสุดพิเศษ ซึ่งอาจจะผิดไปจากวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรอันถูกต้อง แต่แก่นแท้ที่น่าสนใจคือ การมุ่งในการฝึกเพื่อควบคุมร่างกายและจิตใจ ดั่งจะเห็นว่าในการฝึกโยคะในแบบสากลนั้น ให้ประโยชน์แก่คนเราอย่างมากเพราะ เป็นเรื่องของการฝึกหายใจควบคุมลมปราณ ดัดร่างกาย ในท่าทางต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และอยู่ในหลักการของ “การทำสมาธิ” นั่นเอง โยคีกลุ่มที่บูชาพระศิวะนั้น สังเกตได้ว่าจะนิยมก่อกองไฟไปด้วยในขณะบำเพ็ญตบะ และมักจะมีเครื่องหมายที่หน้าผาก ซึ่งเขียนแต้มด้วยสี หรือขี้เถ้าบ้าง เพื่อแทนสัญลักษณ์ดวงตา หรือ พระเนตรดวง ที่ 3 ของพระศิวะ การบำเพ็ญภาวนาด้วยพลังจิตอันแรงกล้า ทำให้พวกโยคีคล้ายดั่งมีพลังอำนาจเหนือธรรมชาติ และเชื่อกันว่าพวกเขาจะมีวิญญาณเป็นอมตะ ซึ่งเมื่อจิตละสังขารแล้ว วิญญาณก็จะได้รับใช้ใกล้ชิดองค์พระศิวะในที่สุด

One Comment

Post Comment