ศาสนาและความเชื่อ

พระอิศวร ( พระศิวะ ) ตอนที่ 3 ว่าด้วยเรื่อง ปาง และ พร

พระอิศวร (ศิวะ)
พระอิศวร (ศิวะ)

ปางของพระอิศวร (ศิวะ)

พระศิวะเทพปางกามันกามูรติ
หมายถึงปางพระอิศวรทำลายพระกามเทพ กล่าวไว้ว่า พระกามเทพ อุทิศชีวิต เพื่อรักษาพระเป็นเจ้า ให้พ้นจากการรุกรานของอสูรที่ชื่อ “ทาราคา” ซึ่งเรื่องมีอยู่ว่าพระนางสตี ซึ่งเป็นลูกสาวของทักษะปาชาปติ ได้เข้าพิธีแต่งงานกับพระศิวะ ทั้งที่บิดารังเกียจ จึงไม่เต็มใจยกลูกให้นัก ครั้งเมื่อพระนางสตีได้เสด็จไปยังสถานที่ ที่บิดากำลังทำพิธีบูชายัญโดยไม่ได้รับเชิญ ผู้เป็นพ่อแสดงท่าทางรังเกียจ และพูดเชิงดูถูกลูกสาวตน นางจึงกระโดดเข้ากองไฟเพราะความเสียใจและอับอายยิ่งนัก ต่อมาพระศิวะทรงทราบเรื่องจึงทรงพิโรธ และได้เนรมิตร่างใหม่นามว่า “วีระภาดา” มาทำลายพิธีบูชายัญของผู้เป็นพ่อตา และบังคับให้ขอโทษ ยอมรับผิดต่อพระองค์ ที่เป็นต้นเหตุให้พระนางสตีสิ้นชีวิตลง พระศิวะทรงเสียพระทัยยิ่ง จึงหันมาบำเพ็ญสมาธิทรมานตน และตั้งพระทัยจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับทางโลก และตัณหาราคะ หรือรักหญิงใดอีกต่อไป แต่เหตุการณ์ในเวลานั้น ได้มีอสูรชื่อทาราคาได้อาละวาดสร้างความเดือดร้อนให้พระเป็นเจ้า และเหล่าเทวดา พระเจ้าต้องการทำลายอสูรตนนี้ และเพ่งมองถึงผู้ที่จะมาปราบอสูรตนนี้ได้ซึ่งก็คือ พระโอรสของพระศิวะเทพ เทพทั้งหลายได้ตกลงกันว่า ต้องการให้พระศิวะประทานโอรสเพื่อปราบอสูรตนนี้ แต่ไม่มีเทพองค์ใดกล้าที่จะไปเฝ้าทูลขอกับพระศิวะ ด้วยเกรงกลัวในฤทธิ์เดชของพระศิวะ จนในที่สุดจึงตกลงให้พระกามเทพ เทพแห่งความรัก บันดาลความคิดและความรักในสตรีเพศ ด้วยการให้พระกามเทพยิงศรที่ทำด้วยดอกไม้ใส่พระทัยของพระศิวะ ให้เลิกทรมานตนและหันมาสนใจสตรี คิดถึงการมีมเหสีเพื่อให้กำเนิดพระโอรส แต่การกระทำนี้เป็นผลร้ายต่อกามเทพ เพราะพระศิวะทรงพิโรธที่ทำลายพิธีทรมานตน จึงใช้ไฟที่เกิดมาจากดวงตาที่สาม เผาพระกามเทพจนมอดไหม้ แต่ก่อนที่จะสิ้นชีพพระกามเทพได้ทำงานสำเร็จ ด้วยการที่พระศิวะทรงเกิดความรัก ในพระนางปารพตี (พระอุมา) ซึ่งเกิดจากเทพเจ้าแห่งเขาหิมาลัย และเกิดการอภิเษกขึ้น และต่อมาก็มีโอรสด้วยกัน นามพระขันทกุมาร (พระนามอื่นๆ อาทิ พระกุมารา พระสุภามันยะ) พระโอรสองค์นี้ ได้เป็นผู้ฆ่าอสูรทาราคา รูปเคารพส่วนมากที่พบ จะเป็นรูปพระศิวะมี 2 หรือ 4 กร ประทับนั่งบำเพ็ญตน คือพระกรวางอยู่บนหน้าตักขัดสมาธิถืองู และดอกไม้ เป็นสัญลักษณ์ และมีรูปของกามเทพยืนอยู่ข้างหน้าพระศิวะ พระศิวะทรงเหลือบตามอง พระกามเทพอยู่ ส่วนกามเทพมีรูปร่างเป็นคนถือลูกศร ที่ทำด้วยดอกไม้ คันธนูทำด้วยต้นอ้อย ด้านข้างซ้ายขวามีรูปพระชายา คือ พระนางราตรี และ พระนางวสันต ยืนอยู่ด้วยพระศิวะเทพ

พระศิวะเทพ ปางอันทรากาสูรวทามูรติ
รูปเคารพนี้เป็นปางดุร้าย และทำลายสิ่งอื่น สำหรับปางอันทรากาสูรวทามูรตินี้ เป็นปางฆ่าอสูรมีนามว่า “อันทราสูร” ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่มีฤทธิ์มากตนหนึ่ง ซึ่งเกิดรักใคร่ในพระนางปารพตี มเหสีของพระศิวะ อสูรตนนี้ต้องการลักพาพระนางปารพตีไปเป็นเมียตนให้ได้ ต่อมาพระศิวะทรงทราบ จึงทรงพิโรธและได้ทำการต่อสู้กับอันทราสูร แต่ด้วยฤทธิ์เดชของอสูรที่มีอยู่นั้น คือหากมีเลือดออกจากตัวไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม หยดเลือดนั้นจะกลายเป็นตัวตนขึ้นมาใหม่เรื่อยไปไม่สิ้นสุด การต่อสู้ในครั้งนี้ทำให้พระศิวะ ทรงใช้เวลาในการทำศึกนานออกไปมาก ดังนั้นพระศิวะจึงทรงเนรมิตเทพจามุนทร และ พระแม่เจ้า 7 พระองค์ เพื่อเข้าช่วย โดยให้เทพจามุนทร และ พระแม่เจ้าทั้ง 7 พระองค์ คอยกินเลือดอสูรเพื่อไม่ให้กลายร่างขึ้นมาใหม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปอสูรก็ยังคงปรากฏกายขึ้นเรื่อย ๆ จนพระศิวะ ต้องทูลขอให้พระนารายณ์ เสด็จมาช่วยปราบอันทราสูรตนนี้ พระนารายณ์จึงบันดาลอิทธิฤทธิ์เอาชนะอสูรตนนี้ จนภายหลังอสูรยอมอ่อนน้อม เคารพนับถือพระศิวะ ซึ่งพระองค์ทรงโปรดแต่งตั้งให้อันทราสูรตนนี้ เป็นหัวหน้าของราชบริพารคนแคระ ของพระองค์สืบมา ลักษณะทางศิลป์ พระศิวะปางอันทรากาสูรวทามูรติ ทรงมี 8 กร โดยที่ 2 กร ถือตรีศูล ส่วนพระกรอื่น ๆ ทรงกลอง (บัณเฑาะว์) หรือ ระฆัง ดาบ หัวกระโหลกผี หนังช้าง และ กรที่เหลือทำปางทาจานิ คือ นิ้วชี้เหยียดตรงไปด้านหน้า นิ้วอื่นงอเข้าหากัน มีรูปเทพธิดาโยเกสวารีนั่งอยู่ข้างหน้าพระศิวะ เทพธิดาองค์นั้น ถือถ้วยสำหรับใส่หยดเลือดของอสูรอันทราสูร ส่วนอีกมือทรงถือกริช

พระศิวะเทพ ปางกังกาลา-มูรติ ไภรระวะ
“กังกาลา” แปลว่า กระดูกคนตาย ตำนานพราหมณ์ กล่าวว่า พระศิวะได้เนรมิตตนเป็นเทพนามว่า “ไภระวะ” เพื่อทดลองอำนาจอิทธิฤทธิ์ของพระพรหมผู้สร้างโลก ซึ่งพระพรหมไม่ยอมอ่อนน้อมต่อพระศิวะ จึงเกิดการต่อสู้ พระพรหมพลาดท่าถูกอาวุธตัดเศียรออกไปหนึ่งเศียร ตราบทุกวันนี้คงเหลือเพียง 4 เศียร ต่อมาพระศิวะทรงสำนึกบาป ที่ทำลายเทพผู้ให้กำเนิดพราหมณ์และผู้ให้วิชาแก่มนุษย์ทั้งหลาย ดังนั้นพระศิวะจึงเดินทางเพื่อแสวงหาที่ ๆ จะทำการล้างบาปในครั้งนี้ เมื่อพระองค์ทรงเดินทาง ถึงวิมานของพระนารายณ์ พระนารายณ์จึงได้แนะนำว่าให้ไปล้างบาปที่เมืองพาราณสี ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู พระศิวะจึงเสด็จไปยังเมืองนี้ในดินแดนโลกมนุษย์ เมื่อมาถึงบาปที่ติดตัวอยู่ก็หายไปสิ้น หลังจากนั้นจึงเดินทางกลับวิมานที่เขาไกรลาส ชาวฮินดูเชื่อในตำนานนี้ซึ่งถือว่าเมืองพาราณสี คือเมืองศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับพระเป็นเจ้าของตน (ปัจจุบันเมืองพาราณสีเป็นศูนย์กลางสำคัญ และยิ่งใหญ่ที่สุดของวัฒนธรรม และ ศาสนาฮินดู) ลักษณะทางศิลป์ พระศิวะประทับยืนมีกายสีขาว มี 2 กร หรือ 4 กร ถือกวาง ไม้เท้า กลองใหญ่ และ กระดูกคนตาย ทรงสวมมงกุฎสูง มีรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวประทับที่ยอดมงกุฏ และมีงูเป็นสังวาลคาดเข็มขัด เอวด้านซ้ายมีกริชเหน็บอยู่ ส่วนบริเวณรอบๆ พระองค์ มีฤาษี คนธรรพ์ นักพรต นางอัปสร รายล้อมอยู่ ปัจจุบันเทวาลัยในเมืองพาราณสี จะพบรูปเคารพของพระศิวะมี 4 กร ถือ กระดูกคน กลอง ส่วนอีก 2 กร ทรงกำลังทำท่าประคองศพคนตาย

พระศิวะเทพปางอรรธนารี
รูปเคารพปางอรรธนารีศวรคือปางครึ่งหญิงครึ่งชาย รูปเคารพนี้เป็นการรวมร่างคนละด้าน ของพระศิวะ และพระอุมา คือ พระอุมาด้านซ้าย พระศิวะด้านขวา จากคัมภีร์ศิวะปุราณะกล่าวว่า พระพรหมก่อนจะสร้างโลกนั้นได้สร้างมนุษย์เพศชายเพียงเพศเดียว แต่เพศชายที่สร้างไม่มีอำนาจในการมีชีวิตอยู่บนโลกได้ เพราะขาดเพศหญิงมาเสริมกำลังและอำนาจ พระพรหมจึงบูชาบวงสรวงพระศิวะ เพื่อให้โปรดแก้ปัญหา พระศิวะจึงปรากฏกายในปางอรรธนารี เมื่อเห็นภาพเนรมิตแล้ว จึงเข้าพระทัยได้ทุกอย่าง พระพรหมจึงเนรมิตเพศหญิงขึ้นมาคู่ เพื่อเป็นสิ่งเสริมกำลังซึ่งกันและกัน เพื่อเป็นการสร้างสรรค์ และ ความอุดมสมบูรณ์ของชีวิต หลังจากทรงสร้างมนุษย์มาแล้วอวัยวะเพศหญิงและชาย จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเป็นวัตถุบูชา ลักษณะพิเศษ คือ ทำรูปเทพชายหญิงรวมอยู่ในร่างเดียวกัน ด้านขวาซึ่งเป็น พระศิวะ จะสวมมงกุฎ พระกรรณใส่ตุ้มหูรูปงู หรือ มังกร พระเนตรที่ 3 หน้าผากปิดครึ่งหนึ่ง อาภรณ์หนังช้าง และ ยืนอยู่บนดอกบัว มีงูเป็นสังวาล และ เข็มขัด ด้านเทพหญิง คือพระอุมา (พระนางปารพตี) มีลักษณะคือสวมมงกุฎ สร้อยคอเพชร อาภรณ์ผ้าไหมยาว จรดข้อพระบาท พบประดิษฐาน อยู่ในเทวสถานของลัทธิไศวะนิกาย

พระศิวะเทพ ปางศารเภศมูรติ
ศารเภศมูรติหมายถึง พระศิวะแปลงกายเป็นศารภา (สัตว์ในจิตนิยาย เพื่อทำลายนรสิงห์อวตาร) ชาวอินดูที่นับถือลัทธิไศวะนิกาย (ลัทธิบูชาพระศิวะเป็นใหญ่) นิยมบูชารูปเคารพนี้มาก ด้วยเหตุที่พระศิวะทรงมีอำนาจเหนือกว่าพระนารายณ์ ซึ่งพระวิษณุหรือพระนารายณ์อวตารเป็นนรสิงห์ เทพเศียรเป็นสิงโตแต่ตัวเป็นมนุษย์ เพื่อปราบอสูรที่ชื่อ “หิรัญยากาศิปุ” (ลัทธิไวษณพนิกาย ให้ความเคารพนับถือพระวิษณุอย่างสูงสุด) หลังจากนรสิงห์ฆ่าอสูรตาย โดยใช้เล็บฉีกหน้าท้องควักเอาไส้ออกมาจนหมด กลับโดนพิษร้ายของยักษ์ตนนั้น มารวมกันอยู่ที่นรสิงห์โดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นนรสิงห์รู้ว่าได้รับพิษร้ายของอสูร เข้าในสายเลือด แต่พระองค์ไม่สามารถกำจัด หรือ ล้างความโหดเหี้ยมดุร้ายให้ออกจากร่างกายและจิตใจได้ จึงเที่ยวอาละวาด ฆ่าทั้งมนุษย์ และเทวดา ไปทุกหนแห่งที่ผ่าน ก่อเป็นอันตรายต่อมนุษย์และเทพทั้งมวล พระศิวะจึงทรงมาจุติเพื่อทำลายนรสิงห์ตนนี้ ทรงแปลงเป็นสัตว์ในจินตนาการ ชื่อ ศารภา มี 2 หัว 2 ปีก 8 ขา มีเล็บแหลมคมของสิงโต และมีหางยาว สัตว์ทั้งสองได้ต่อสู้กันจนนรสิงห์ถูก ศารภากัด และจับแหวะอก ฉีกร่างออกเป็นชิ้นๆ อย่างน่าสยดสนอง เมื่อนรสิงห์สิ้นชีพแล้ว พระศิวะจึงนำเอาหนังนั้นมาสวมใส่เป็นอาภรณ์ แล้วเสด็จกลับสู่เขาไกรลาสที่ประทับ ลักษณะทางศิลป์ รูปเคารพปางศารเภศมูรติปัจจุบันหาดูยาก จะพบที่เทวาลัยในอินเดียใต้ ซึ่งปัจจุบันคงเหลือเพียงไม่กี่องค์ รูปเคารพนี้ ทำด้วยสัมฤทธิ์ ลักษณะคือ พระศิวะ ในรูปของสัตว์ ในจินตนิยาย กำลังกางปีกออกทั้ง 2 ปีก มีขาเป็นสิงโต และ หางเป็นสิงโต ร่างกายท่อนบน เป็นคน หัวเป็นสิงโต ร่างกายท่อนล่างเป็นสิงโต มีมือมากถึง 32 มือ แต่ละมือมีอาวุธ และวัตถุต่าง ๆ มือหนึ่งกำหมัด อีกมือทำปางประทานอภัย มือหนึ่งหนึ่งทำปางประทานพร วัตถุอื่นมี สายฟ้า ลูกล้อ หอกตะบอง ไม้เท้า ประตัก ดาบ ไม้กลมยาวที่ใช้ทำพิธีบูชา ขวานสงคราม กระดูกผี หัวกระโหลก ดวงไฟที่กำลังลุกโชน บ่วงบาศก์ คันศร ลูกธนู ธง งูตัวเล็กๆ ดอกบัว หนังสือ คันไถ และถือวัตถุอื่นๆ อีกซึ่งปางศารเภศมูรติ จะมีรูปนรสิงห์กำลังยืนอยู่ (รูปเป็นมนุษย์ มี 2 มือกำลังทำท่าประนมอยู่ข้างหน้าลำตัว)

พระศิวะเทพ ปางจักราธนมูรติ (วิษณุวาณุครหมูรติ)
อันเนื่องจากพระวิษณุเทพได้ทำสงคราม กับอสูรบนสวรรค์ และ เกิดความเพลี่ยงพล้ำ ไม่อาจชนะฝ่ายอสูรได้ จึงได้ทำพิธีบูชาพระศิวะเทพขึ้น ด้วยการบูชาพระองค์ด้วยดอกบัว วันละ 1,000 ดอกทุกวัน จนวันหนึ่งหาดอกบัวไม่ได้ พระวิษณุเทพจึงควักลูกตาของตนเพื่อถวายบูชาแก่องค์ศิวะเทพ พระองค์ทรงพอพระทัยมากจึงประทานลูกล้อ หรือ จักรหิน สัญลักษณ์ของพระศิวะเทพ เพื่อให้เป็นอาวุธของพระวิษณุต่อไป

พระศิวะเทพ ปางนนทิศานุครหมูรติ
สรังคยานะเกิดมาไม่มีบุตรสืบสกุล จึงไปขอพระเป็นเจ้า พระวิษณุเทพได้ประทานบุตรให้ ด้วยพอใจการบวงสรวงบูชาของฤาษี บันดาลอิทธิฤทธิ์ให้เด็กถือกำเนิดจากสีข้างของพระองค์ ทารกนี้รูปร่างเหมือนพระศิวะ ทรงประทานนาม “นนทิเกศวร” ซึ่งได้พรจากพระศิวะ ต่อมานนทิ ได้นำพิธีทรมานร่างกายบนยอดเขามันธระ เพื่อให้เข้าถึงพระศิวะเจ้า พระศิวะเทพโปรดปรานมาก ทรงปรากฏตัวให้เห็น และรับเอาฤาษีนนทิ เป็นหัวหน้ามหาดเล็กรับใช้อยู่ที่เขาไกรลาส ทรงแต่งตั้งให้เป็นเทพบุตรนนทิเกศวร ส่วนพระชายาของเทพบุตรพระองค์นี้คือ นางสุยาศุ บ้างก็ว่า เทพบุตรพระองค์นี้ ตัวเป็นมนุษย์หัวเป็นโค

พระศิวะเทพ ปางกิรทารชุนมูรติ
ท้าวอรชุน (ในมหากาพย์ภารตะ) ทำพิธีบูชาพระศิวะ เพื่อขอประทานลูกธนูศักดิ์สิทธิ์ให้ตน เพื่อไปยิงอสูร ท้าวอรชุนได้บวงสรวงอยู่ที่เขาไกรลาส พระศิวะใช้มายาแปลงเป็นหมูป่าเข้าทำร้ายพราหมณ์หนุ่ม และท้าวอรชุน จนเมื่อท้าวอรชุนทรุดตัวลงกราบ พระศิวะพอพระทัย มอบลูกธนูวิเศษให้ไปปราบอสูร

พระศิวะเทพ ปางราวันนานูครหมูรติ
ทศกัณฐ์ เจ้าเมืองลงกา หลังจากทำสงครามกับท้าวกุเบร ได้เสด็จผ่านเทือกเขาหิมาลัย เห็นว่ามีทัศนียภาพอันน่ารื่นรมย์ ตั้งใจจะเข้าไปชมสถานที่ แต่เจอนนทิเกศวร หัวหน้ามหาดเล็กของพระศิวะเทพขวางทางไว้ เพราะเขาไกรลาสเป็นที่ประทับของพระศิวะเทพ และ พระนางปราวตี ห้ามผู้ใดล่วงล้ำเข้าสู่เขตพระราชฐาน ทศกัณฐ์โกรธขู่อาฆาต และสาปแช่งว่า นนทิต้องสิ้นชีพด้วยน้ำมือลิง แต่นนทิเกศวรบอกว่า ทศกัณฐ์ต่างหาก ที่ต้องสิ้นชีพด้วยน้ำมือลิง ทศกัณฐ์โกรธเตรียมจะยกเขาไกรลาสขึ้นทุ่ม แค่โยกเขาด้วยอิทธิฤทธิ์เท่านั้น บรรดาเทวดา และ มนุษย์ก็เดือดร้อนหนีกันจ้าละหวั่น พระนางปราวตีได้ทูลขอให้พระศิวะแก้สถานการณ์ ทรงใช้เท้าเหยียบที่พื้นลงเบา ๆ เพื่อให้เขาไกรลาสตั้งดังเดิม ทรงปราบพยศอสูรทศกัณฐ์จนยอมศิโรราบ พระศิวะเทพโปรดประทานดาบศักดิ์สิทธิ์ให้ จากนั้นทศกัณฐ์ได้เดินทางกลับกรุงลงกา

พระศิวะเทพ ปางกาลารีมูรติ
ฤาษีตนหนึ่งได้ทำพิธีบูชาสวดมนต์อ้อนวอน ขอลูกกับพระศิวะเทพซึ่งพระศิวะเทพ ทรงโปรดการบูชาจึงประทานลูกให้ แต่บอกว่าเด็กคนนี้ จะอายุสั้น ฤาษี และภรรยา ได้เลี้ยงดูลูกจนอายุ 16 ปี ลูกชายได้ไปบวงสรวงต่อพระศิวะ ระหว่างที่ชะตาถึงฆาต ประจวบเหมาะว่าเป็นช่วงที่เด็กคนนี้กำลังบูชาศิวลึงค์อยู่พอดี พระยม แห่งความตาย ได้เดินทางจากเมืองนรก มารับตัวเด็กหนุ่ม พระศิวะเห็นดังนั้น ทรงพิโรธ ทรงปรากฏกายออกจากศิวลึงค์เข้าเตะพระยม พระยมสู้ฤทธิ์พระศิวะไม่ได้ จึงหนีไปพระศิวะประทานพรให้เด็กหนุ่มมีชีวิตเป็นอมตะ

พระอิศวร ( พระศิวะ ) มหาเทพแห่งการทำลาย
พระอิศวร ( พระศิวะ ) มหาเทพแห่งการทำลาย

พรแห่งอิศวร (ศิวะ)

แม้จะเป็นมหาเทพที่ขึ้นชื่อลือชาว่าทรงประทานพรให้ใคร ๆ ง่ายดายนักหนา แต่ถึงอย่างไร ก่อนที่จะทรงประทานพร ให้ผู้ใด พระศิวะจะทรงพินิจพิจารณาดูให้ถ่องแท้ก่อนเสมอ เมื่อเห็นว่าดีงามจริงแท้ ก็จะประทานพรให้บุคคลผู้นั้น โดยไม่มีเงื่อนไขว่า จะเป็นนักพรต โยคี ฤษี ดาบส ชาวบ้านธรรมดา เทพเทวะ หรือแม้แต่สรรพสัตว์ สรรพอสูรทั้งหลายทั้งปวง แต่ดูเหมือนว่าในบางครั้งบางครา พรพระศิวะก็มักจะกลับกลายเป็นเรื่องเป็นราวโกลาหล มิใช่น้อย เป็นต้นว่า

ในคราหนึ่ง “พฤกาสูร” ยักษ์ตนหนึ่งนั้น ได้เฝ้าบำเพ็ญภาวนา อยู่ในศีลในธรรมสม่ำเสมอเป็นเวลานานปี และ การบำเพ็ญพรตนั้นก็พลีแด่พระศิวะมหาเทพพฤกาสูรนี้มิใช่อสูรธรรมดา ๆ แต่เป็นถึงโอรส ของพระกัศยปะเทพผู้ใหญ่องค์หนึ่งของสรวงสวรรค์เลยทีเดียว เมื่อเวลานานนับปีผ่านไป พระศิวะ ณ เขาไกรลาส ทรงเห็นว่าอสูรตนนี้สรรเสริญบูชาพระองค์อย่างแน่วแน่ และบำเพ็ญตบะแก่กล้าไม่มีวอกแวกเหลวไหลแม้แต่น้อย พระองค์จึงเสด็จลงมาประทานพรให้ โดยพรนั้นก็คือให้พฤกาสูรนั้น มีมืออันเป็นเพลิงกรด หากมือแตะบนศีรษะผู้ใด ผู้นั้นจะถึงแก่มอดม้วยมรณา เพราะถูกฤทธิ์เดชเพลิงกรดจากมือของพฤกาสูร เผาไหม้ให้เป็นจุลไปในทันที ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นเทพ หรือผู้มีอิทธิฤทธิ์เพียงใดก็ตาม เมื่อพฤกาสูรได้พรแล้ว ก็แสนจะดีอกดีใจนัก แทนที่จะไปลองของดีกับผู้อื่น กลับคิดวิปริตกำเริบคิดจะลองของกับมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ พฤกาสูร ทูลพระศิวะว่า อยากรู้ว่า พรนี้มีผลจริงแท้ ประการใด ใคร่ขอวางมือลงบนพระเศียรของพระศิวะสักหน่อยเถิด จะได้เกิดผลให้ได้ประจักษ์ พระศิวะถึงกับตกพระทัย ไฉนอสูรตนนี้จึงพิเรนทร์เช่นนั้น แต่พรของพระองค์นั้นศักดิ์สิทธิ์นัก ให้ไปแล้วจะลบล้าง ก็มิอาจกระทำได้ เมื่อจะถูกทดสอบเช่นนั้น พระศิวะก็ทรงกลับหลังหันแล้ววิ่งหนีทันที พฤกาสูรผู้เคยเป็นยักษ์แสนดี บัดนี้กลายเป็นยักษ์ลามปามพยายามวิ่งไล่ตาม จะเอามือแตะเศียรพระศิวะให้ได้ เหตุโกลาหลนี้ บังเอิญล่วงรู้ถึงพระนารายณ์ หรือพระวิษณุมหาเทพ ผู้เป็นเสมือนผู้พิทักษ์อาณาจักรสวรรค์ พระนารายณ์ จึงทรงแปลงกาย เป็นชายหนุ่มธรรมดา มายืนขวางพฤกาสูรแล้วก็เอ่ยถามว่าจะวิ่งไล่จับใครกันหรือ พฤกาสูรก็ตอบตรง ๆว่า ตามหาพระศิวะเพื่อทดสอบพร พระนารายณ์ในร่างมานพน้อยรูปงามจึงแสร้งว่า จะตามหาพระศิวะทำไม อยากรู้ว่า พรนั้นสัมฤทธิ์ผลจริงแท้แค่ไหน ก็ไม่ต้องไปแตะพระเศียร ของพระศิวะหรอก ก็ลองเอามือแตะหัวตัวเอง ก็คงจะได้รู้แล้วว่าพรจะบังเกิดผลเป็นจริงแท้แค่ไหนอย่างไร พฤกาสูรคงฉลาดน้อยไปสักหน่อย เมื่อฟังแล้ว ก็เห็นฟ้องด้วยกับคำพูดหลอกล่อของพระนารายณ์ในที่สุด พฤกาสูรจึงเอามือแตะลงบนหัวของตัวเอง บัดดลนั้น พรพระศิวะก็สัมฤทธิ์ผล เพลิงกรดจากมือของพฤกาสูรก็ลุกโซนเผาไหม้พฤกาสูรจนมอดม้วยมรณา ไปในบัดนั่นเอง พระศิวะทรงถอนพระทัยโล่งอก แล้วทรงให้สัจจะว่า วันหน้าวันหลัง จะช่วยพระนารายณ์เป็นการตอบแทนบ้าง ซึ่งในเวลาต่อมา เมื่อพระนารายณ์อวตารไปเป็นพระรามปราบยักษ์ทศกัณฐ์ อันเป็นศึกใหญ่ที่ไม่ง่ายในการเอาชนะ พระศิวะก็ได้ทรงอวตารไปเป็นทหารเอกพระนารายณ์ ที่แสนจะเก่งกาจ ฉลาดเฉลียว คนผู้นั้นก็คือ หนุมาน นั่นเอง ซึ่งน้อยคนนัก ที่จะทราบว่า หนุมาน คือ พระศิวะ ส่วนใหญ่ พวกเราจะทราบกันดีว่า พระนารายณ์ ทรงอวตารไปถึง 10 ปางด้วยกัน แท้จริงนั้น พระศิวะ ก็เคยอวตารไปเพื่อเฉพาะกิจ เช่นเดียวกัน

นอกจากเรื่องของ พฤกาสูรแล้ว พรของพระศิวะ ที่เคยประทานให้ “ตรีปุรำ” ยักษ์ระดับเจ้าครองนครนั้นก็ได้เกิดเรื่องราว สะเทือนสวรรค์ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะพรนั้นคือให้ตรีปุรำเป็นอมตะ ใครผู้ใดก็มิอาจฆ่าให้ตายได้ ต่อมาตรีปุรำกำเริบเสิบสาน กลายเป็นยักษ์อันพาล เกะกะระราน แม้กระทั่งเทพเทวะทั้งปวง จนปั่นป่วนเดือดร้อนกันไปทั่ว พระศิวะทรงปราบด้วยองค์เอง แต่ก็มิอาจสังหารได้ เพราะตรีปุรำ มีพรวิเศษ จากพระองค์เองเป็นเกราะป้องกัน ตรีปุรำยังมีศิวะลึงค์ศักดิ์สิทธิ์ของพระศิวะ คุ้มกายไว้อีกด้วย พระนารายณ์จึงทรงคิดหาอุบายช่วย พระศิวะ พระนารายณ์ ทรงแปลงกาย เป็นนักบวชผู้ทรงศีล ไปขอบิณฑบาตศิวลึงค์จากตรีปุรำ ยักษ์ตรีปุรำนั้นก็ถวายให้ด้วยดีเพราะเดิมในใจ ก็เป็นยักษ์ที่มุ่งในศีลในธรรมมาก่อน เมื่อตรีปุรำไร้ศิวลึงค์ พระศิวะก็ทรงกล้องแก้วส่องมาต้องกายของตรีปุรำ จนเกิดเพลิงลุกไหม้เผาตรีปุรำมอดเป็นจุลไปได้ในที่สุด

ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เด่นดังไม่แพ้กันนั่นก็คือเรื่องของนนทุก ยักษ์ชั้นผู้น้อย ที่ถูกเทพเทวะข่มเหงบ่อย ๆ จนเจ็บช้ำน้ำใจนัก พระศิวะ จึงประทานพรวิเศษให้นนทุก มีนิ้วเพชร ถ้าชี้ไปยังผู้ใด ผู้นั้นก็จะด่าวดิ้นสิ้นใจตายทันที ต่อมานนทุกได้ใจ ใช้นิ้วเพชรเที่ยวชี้ใครๆจนตายสิ้น เป็นที่เดือดร้อนกันทั่วสวรรค์ พระนารายณ์จึงรับอาสามาจัดการ ทรงอวตารเป็นนางเทพอัปสรผู้งดงามล้ำเลิศมาหลอกล่อ ให้นนทุกร่ายระบำรำฟ้อน ตามนางในหลากหลายท่วงท่าลีลา นนทุกหลงเสน่ห์นางอัปสรแสนสวยที่มายั่วยวนชวนให้รัก ก็เผลอใจรำตามไป จนถึงท่าที่ต้องชี้นิ้วเพชร เข้าหาเท้าของตนเอง นนทุกจึงขาหักล้มทรุดลง นางเทพอัปสรก็กลายเป็นพระนารายณ์ขึ้นเหยียบอกสั่งสอน แต่นนทุกยังแย้งว่าพระนารายณ์มี 4 กร ก็ย่อมเอาชนะตนได้ พระนารายณ์ก็ทรงเป็นลูกผู้ชายแท้ ๆ คนหนึ่ง จึงยอมต่อนนทุกโดยให้นนทุกไปเกิดใหม่เป็นยักษ์ที่มีถึง 20 หน้า 20 มือ แล้วก็ท้าไว้ว่า พระองค์จะตามไปสังหาร ด้วยเหตุฉะนี้นนทุกจึงไปเกิดเป็นทศกัณฐ์ผู้โด่งดัง เป็นคู่ปรับของพระราม ซึ่งก็คือพระนารายณ์อวตาล ในกาลต่อมา

เรื่องวุ่นๆ เช่นนี้ ก็มีที่มาจากพรของพระศิวะนั่นเอง แต่พรวิเศษที่ทรงประทานให้แก่คนดี ๆ ก็มีมากมาย ใครที่มีความอดทน เป็นคนดี และศรัทธาในการบูชาพระองค์อย่างมุ่งมั่น จะได้รับการประทานพรวิเศษจากพระองค์ เสมอไป

Post Comment